จำนวนคนในระบบ

เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เข้าสู่ระบบ

ลงทะเบียน



Home ห้องวรรณกรรม มุมนวนิยาย (เรื่องสั้นขนาดยาว) Mega-flood : Mother earth
(เรื่องสั้นขนาดยาว) Mega-flood : Mother earth อีเมล
ห้องวรรณกรรม - มุมเรื่องสั้น/บทความ
เขียนโดย komTong kanngen   
วันอังคารที่ 17 มกราคม 2012 เวลา 15:31 น.

โดย komTong kanngen

(ร่วมโครงการเรื่องสั้นโดนใจประเภทเรื่องสั้นขนาดยาว)

               

“วิญญาณ ผี สัมภเวสี เลือกเอาแล้วกันว่าคุณอยากเรียกมันว่าอะไร”

                อัมพาริกา พลวาริชกล่าวเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงไทยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาทอดไปยังผืนน้ำจืดสีดินที่เวิ้งว้างกว้างขวางราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เธอไม่แม้แต่จะหันมาสบตาคู่สนทนา ถึงกระนั้นคำพูดของเธอก็ทำเอาจอร์จ แมททิวดอร์หนุ่มอเมริกันผมสีเข้มแทบสำลักหัวเราะ ที่จริงเขาคงจะหัวร่องอหายไปแล้ว หากผู้พูดไม่ใช่สาวผิวคล้ำผอมเกร็งในเครื่องแบบนาวิกโยธินที่ยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง [1] ดังนั้นเขาจึงเสขยับบัตรนักข่าวที่คล้องคอไว้แก้ขำ แล้วยกกล้องถ่ายรูปขึ้นปรับโฟกัสเผื่อว่าจะเจออะไรพอเป็นข่าวได้บ้าง ทว่าอยู่ๆอัมพาริกาก็คว้าควับเข้าที่ตัวกล้องทำเอานักข่าวหนุ่มต้องลดเครื่องมือหากินลงโดยปริยาย

“ฉันรู้คุณไม่เชื่อฉัน คุณแมททิวดอร์” อัมพาริกาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่มหาอุทกภัยครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน มีบางอย่างมากับน้ำ บางสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่รับรู้ได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง พาดหัวข่าวว่า ‘ผู้หมวดสาวชี้ ผีมากับน้ำ’ แบบนี้เหรอ”

“เปล่าค่ะ แค่ช่วยฉันจับมันเท่านั้นเอง”

ยังไม่ทันขาดคำ อัมพาริกาก็เหวี่ยงร่างกำยำด้วยเทคนิคส่งแรงจากขามาสู่สะโพกแบบยูโดทำเอาร่างที่ใหญ่กว่าเธอ 2-3 เท่าลอยละล่องข้ามราวเหล็กของดาดฟ้าเรือ ตกกระทบผิวน้ำเสียงดังโครมใหญ่ ทันทีที่จอร์จผุดทะลึ่งขึ้นมาจากน้ำเขาก็ตะโกนก้อง หัวเสียสุดเหวี่ยง

“คุณทำบ้าอะไรของคุณเฮอะ”

ทว่าสีหน้าของผู้หมวดสาวกลับไม่ยินดียินร้ายสักนิด เธอเพียงแต่ชูวัตถุอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกล้องอินฟาเรดติดกับสายรัดศีรษะ คล้ายจะบอกว่าเขาต้องใช้สิ่งนี้ แล้วโยนมันลงไปในน้ำเฉียดศีรษะเขาไปหน่อยเดียว

นักข่าวหนุ่มคงจะออกฤทธิ์โวยวายให้เต็มที่ ถ้าไม่เงยหน้าขึ้นไปเห็นอัมพาริกาดึงกล้องแบบเดียวกันที่คาดอยู่บนหน้าผากเธอลงมาสวมไว้ระดับสายตาและบรรดาลูกหมวดชายฉกรรจ์อาวุธครบมือที่ยืนจังก้าอยู่ข้างหลังเธอก็ทำแบบเดียวกัน เห็นอย่างนั้นแล้วจอร์จถึงได้ตะลีตะลานสวมกล้องนั่นบ้าง

นี่ไม่ใช่กล้องอินฟาเรด มันไม่ได้แสดงคลื่นความร้อนออกมาเป็นสี ผืนน้ำยังคงเป็นสีน้ำตาลเข้มไหวกระเพื่อม ยอดตึกที่โผล่พ้นน้ำยังคงชัดเจนเหมือนไม่มีเลนส์บดบัง ทว่ามนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว และต้นไม้ทุกต้นกลับมีอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายรังสีหรือจะเรียกให้ถูกคือแสงออร่าปรากฏออกมา โดยเฉพาะมนุษย์เมื่อมองผ่านกล้องแล้วเห็นออร่าเป็นแถบสีทั้งหมดเจ็ดชั้นชัดเจน

ครู่หนึ่งที่หางตาของจอร์จคล้ายเห็นแสงสีส้มแดงแลบลามอยู่บนผิวน้ำข้างตัว เขาหันขวับไปมองเต็มๆตาแต่ทุกอย่างกลับยังคงเรียบร้อยดี คล้ายไอ้เจ้าสีส้มนั่นถูกกลืนหายลงไปใต้น้ำ จอร์จคงคิดว่ามันเป็นออร่าจากสัตว์น้ำจืดขนาดใหญ่อย่างเช่น ปลาบึก กระเบนราหูเจ้าพระยา หรือโลมาอิรวดีไปแล้ว หากหูไม่ไพล่ไปได้ยินเสียงบางอย่างลั่นมาจากบนเรือ

คลิก! เสียงปลายฉมวกถูกดเข้ากับด้ามจับลั่นมาจากมือผอมเกร็งของอัมพาริกา และตามด้วยเสียงคลิก! คลิก! คลิก! ดังระรัวมาจากสารพัดมือกระด้างของทหารหาญบนเรือ นั่นทำเอานักข่าวหนุ่มหน้าถอดสี เหลียวมองหน้าตาตื่น

ออร่าสีส้มโผล่แพลมขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วหายไปอี ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่กลับมีอีกมากมายรายลอบเขา ทันใดนั้นเองเจ้าออร่าสีส้มรูปร่างคล้ายสัตว์ประหลาดในหนังแปลงร่างก็ทะยานขึ้นเหนือผิวน้ำพลางเงื้ออุ้งมือมหึมา จอร์จทำได้แค่ตะลึงมองฝ่ามือที่กำลังฟาดลงมา พลันร่างผอมเกร็งของผู้หมวดสาวก็กระโจนลงน้ำพร้อมฉมวกที่ตวัดผ่านลำแขนใหญ่ยักษ์จนแสงสีส้มกระเจิงขึ้นไปในอากาศคล้ายกลุ่มควันที่ถูกพัดขนาดยักษ์พัดออกไปแต่ไม่นานก็กลับมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนอีกครั้ง

                ร่างของทหารหนุ่มฉกรรจ์ร่วม 20 คนกระโดดลงมาในน้ำและช่วยกันใช้ฉมวกออร่ากลุ้มรุมเสียดเสยแสงส้มของเจ้าสัตว์ร้ายตรงหน้าเขา ซึ่งดูเหมือนจะทำให้มันเพียงแค่อ่อนแรงและหนีลำบากขึ้นเท่านั้น บนเรือนาวิกโยธินอีก 3-4 นายช่วยกันถือตาข่ายออร่ากระโจนลงมา ทว่ายังไม่ทันที่ร่างจะกระทบผืนน้ำ เจ้าตัวส้มอีกตัวก็ผุดทะลึ่งและฟาดมือเข้ากับร่างของทหารคนหนึ่งทว่าแทนที่มือเขื่องแตกข้อปล้องเหมือนตีนไดโนเสาร์จะปะทะเข้ากับร่างเขาคนนั้นจนกระเด็นออกไปในทิศทางอื่น มันกลับทะลุผ่านร่างนั้นไป ไม่ก่อแม้รอยถลอกบนผิวกาย มีแต่แสงออร่า 2-3 ชั้นเท่านั้นที่ถูกผลักหลุดออกมาจากร่างมนุษย์และถูกดูดกลืนเข้าไปในอุ้งมือใหญ่โตน่าเกลียด นาวิกโยธินคนนั้นทรุดฮวบอย่างอ่อนแรงและคงจะจมน้ำไปแล้วหากเพื่อนที่มาด้วยกันไม่กระชากคอเสื้อพยุงตัวเขาไว้

                จอร์จร้องเสียงหลง ตะเกียกตะกายว่ายหนี ทว่าอยู่ๆเจ้าตัวบ้านั่นก็โผล่ขึ้นมาอีกตัว เขาก้มหลบมือมหึมาที่เฉียดผ่านไปอย่างหวุดหวิด แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือพอมือมันเสียหลักโถมลงไปในน้ำ ก็ยังมีหางที่พุ่งตรงเข้าหาเหยื่อ นักข่าวหนุ่มได้แต่มองตาค้าง แม้แต่พ่อแก้วแม่แก้วก็คิดถึงไม่ทัน ทว่าก่อนที่ปลายหางแหลมเหมือนหอกจะตวัดกัดกินออร่าของเขา มือกร้านผอมเกร็งก็กระชากคอเสื้อทำเอาจอร์จหงายหลัง สายตาทันได้เห็นหางสีส้มเฉียดปลายจมูกเขาไปหน่อยเดียว

                ผู้หมวดอัมพาริกา พลวาริชดึงนักข่าวหนุ่มฝ่าผืนน้ำกลับเข้าใกล้พวกที่กำลังรุมทึ้งแทงเจ้าสัตว์ร้ายตัวแรกที่เล่นงานเขา ก่อนออกคำสั่งไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาบนเรือ

“ล้อมกรอบจับมันให้ได้”

                นาวิกโยธินอีกหลายสิบนายโจนลงมาในน้ำ ลอยคอเป็นวงล้อมรอบเป้าหมายกับพวกเพื่อนที่ถือฉมวกและตาข่ายคล้ายกำแพงมนุษย์เพื่อจำกัดพื้นที่ต่อสู้แต่กีดกันเจ้าสัตว์ตัวที่ไม่เกี่ยวออกไป แม้คนหนึ่งจมลงในน้ำเพราะถูกตัวอื่นที่อยู่นอกกำแพงมนุษย์ดูดกลืนออร่า อีกคนก็จะเข้ามาแทนที่อย่างกล้าหาญ

                เมื่อไม่มีตัวอื่นมารบกวน พวกที่ถือตาข่ายเรืองแสงออร่าก็เหวี่ยงมันลงห่อหุ้มเจ้าตัวประหลาด มันดิ้นพลาดแต่เครื่องมือของพวกเขาแน่นหนาพอที่จะคุมขังเจ้าสิ่งนั้นเอาไว้เหมือนนกในกรง เหล่านาวิกโยธินทั้งหลายถอดหัวฉมวกออก ทำให้อาวุธกลับกลายเป็นพลองทู่ๆที่เปล่งออร่าออกมาจากปลาย พวกเขาใช้พลองนั่นยึดตาข่ายพาเจ้าสัตว์ประหลาดมุ่งสู่เรือขณะที่พวกกำแพงมนุษย์จมหายลงไปในน้ำทีละคนสองคน

อัมพาริกาฉุดร่างนักข่าวหนุ่มที่กำลังช็อกสุดขีดว่ายไปที่เรือบ้าง เธอโผนเผ่นขึ้นไปก่อนเพื่อสั่งให้ลูกน้องจัดการหย่อนเจ้าตัวประหลาดที่ถูกห่อหุ้มด้วยตาข่ายออร่าลงไปในตู้กระจกบรรจุน้ำใสแจ๋ว ปล่อยให้ทหารเรือล่ำบึก 2-3 นายช่วยกันดึงแขนพลเรือนคนเดียวในที่นั้นขึ้นมาจากน้ำอย่างทุลักทุเล ในขณะที่นาวิกโยธินอีกหลายนายทยอยขึ้นเรือพร้อมร่างหายใจรวยรินแทบสิ้นลมของเพื่อนพ้องตามแต่จะพอช่วยเหลือได้

จอร์จอยากจะกรีดร้องให้หายบ้าแต่กลับทำได้แค่แค่นเสียงครางในลำคออย่างขวัญหนีดีฝ่อ สองมือเกาะทหารที่พยุงเขาเอาไว้แน่น

“คุณโอเคนะ” อัมพาริกาวางมือบนไหล่เขา ทว่ากลับถูกหนุ่มอเมริกันปัดออกอย่างแรง

“โอเคกับผีนะซิ บ้าเอ๊ย! ผมจะฟ้องคุณ ให้ตายห่า! ผมฟ้องคุณแน่ ผู้หมวดพล...ผู้หมวดพิ โธ่เว้ย! ชื่อบ้าอะไรเรียกยากฉิบหาย โว้ย! แล้วไอ้ตัวระยำนี่มันอะไรกันวะ” เขาพาลพาโลไปเสียทุกเรื่องกระทั่งบ้าพอที่จะเตะตู้กระจกซึ่งสัตว์ร้ายนั่นนอนนิ่งอยู่

“เฮ้! คุณ ระวังหน่อย เรายังไม่รู้แน่ว่ามันคืออะไรนะคุณ”

ทหารหนุ่มที่ยืนอยู่แถวนั้นร้องห้ามแล้วกันเขาออกห่าง ทำให้นักข่าวอเมริกันต้องหนีไปนั่งพิงราวเหล็กกั้นดาดฟ้าในขณะที่เรือออกแล่นฝ่าผืนน้ำสีดิน จอร์จค่อยๆรวบรวมความกล้าพิจารณาเจ้าตัวบ้านั่นผ่านกล้องจับออร่า มันมีสองขาสองแขนสันถานคล้ายมนุษย์ แต่กลับมีกระดูกสั้นหลังน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนเอเลี่ยน มีหัวแบนกับขาเล็กๆที่หน้าท้องยั้วเยี้ยเหมือนกั้งกระดาน และหางยาวใหญ่ทรงพลังเหมือนจระเข้ผิดที่ปลายหางแหลมราวกับติดหอกปลายปืนเอาไว้ อะไรบางอย่างทำให้นักข่าวหนุ่มฉุกใจ เขาลองถอดกล้องออกมองดูมันแล้วสวมกลับเข้าไปใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านสายตาเขาทำให้จอร์จรู้สึกหนาววาบ เพราะไม่ว่ามันจะคืออะไร เจ้านั่นมันไม่มีกายเนื้อ มีแต่...ออร่า!

จอร์จค่อยๆถอดกล้องออกจากศีรษะปล่อยลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนแรง ก่อนจะบีบสองมือสั่นเทาเข้าหากัน อัมพาริกามองดูอากัปอาการทั้งหลายของนักข่าวหนุ่มอยู่ห่างๆ รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อเธอรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากมาย นอกจากเชื่อแล้วว่ามีบางอย่างมากับน้ำจริงและกลัวขี้หดตดหายเท่านั้นเอง

“นี่ถ้าคุณกลัวมากนักน่ะนะ ทำไมไม่ให้ที่ทำงานคุณส่งคนอื่นมาแทนล่ะ” เธอถามแบบสบประมาทกันสุดๆ

“ใครว่าผมกลัว ผมแค่...” จอร์จชะงัก พยายามคิดหาคำที่เหมาะสม แต่ก็คิดอะไรไม่ออกนอกจาก “ผมแค่ทึ่งต่างหาก คือแบบ กล้องออร่าเอย ฉมวกปล่อยรังสีออร่าเอย ตาข่ายออร่าเอย ผมไม่รู้ว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างพวกคุณเอาทรัพยากรที่ไหนมาประดิษฐ์เทคโนโลยีล้ำสมัยขนาดนี้”

คำพูดนั้นทำเอาผู้หมวดสาวยิ้มพลางส่ายศีรษะช้าๆเหมือนกับกำลังมองดูเด็กชายที่กำลังหาข้อแก้ตัวแบบไร้เหตุผลสิ้นดี

“เอาล่ะ พูดจริงๆนะ ผู้หมวดพา...ผู้หมวดพิ... เฮ้อ! เมื่อไหร่ผมจะจำชื่อคุณได้เนี่ยะ” เขาถอนหายใจยืดยาว

“เรียกฉันว่า ‘ริก้า’ ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณจะให้ฉันเรียกว่าจอร์จ”

“มันก็เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมดีนะ ผมเรียกคุณริก้า คุณเรียกผมจอร์จ เอาละ คุณพอจะให้สัมภาษณ์ได้ไหมว่าไอ้ตัวพวกนี้น่ะมัน...”

จอร์จตั้งท่าหาข่าว ทว่ากลับต้องอ้าปากค้างเมื่อสายตาบังเอิญทอดไปในเวิ้งน้ำกว้างไกลและสบเข้ากับอะไรบางอย่าง ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคือโดมขนาดมหึมา แต่เมื่อเรือแล่นเข้าไปใกล้อีกนิด เขาจึงได้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเมืองที่ถูกสนามพลังสีเขียวอมฟ้าครอบกันไม่ให้น้ำท่วม...

คนพวกนั้นเก็บเมืองทั้งเมืองไว้ในครอบแก้ว!

ในขณะที่จอร์จกำลังตะลึงลาน เรือตรวจการณ์ก็เคลื่อนเข้าเทียบกับท่าจอดเรือที่ยื่นล้ำออกมาจากครอบแก้ว ผู้หมวดสาวนำทีมที่ลากจูงตู้กระจกใส่ตัวประหลาดเดินขึ้นท่า มุ่งสู่ประตูที่มีลักษณะคล้ายประตูของเรือรบ หลังจากบิดคันจับหน้าตาคล้ายพังงาเรือเสียหลายรอบประตูบานนั้นก็เปิดออก จอร์จถึงได้รู้ว่าจุดนี้คือช่องเปิดของสนามพลัง เพราะอย่างนั้นจึงต้องสร้างประตูกันน้ำเอาไว้ หากน้ำขึ้นสูงจนท่วมประตูคนในโดมก็จะยังใช้ชีวิตปกติสุขได้

ทางเดินลาดเอียงนำพวกเขาไต่ระดับลงมาทีละน้อยๆกระทั่งเท้าเหยียบพื้นถนนคอนกรีตด้านในครอบแก้วสนามพลัง อัมพาริกานำลูกหมวดข้ามถนนมุ่งไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม จอร์จเดินตามไปเงียบๆ แต่สายตาเหยี่ยวข่าวอย่างเขาก็อดไม่ได้ที่จะสอดส่ายไประหว่างทางกระทั่งเห็นรอยรั่วของสนามพลังที่กระแสน้ำกำลังดันออกมาจากรอยแยกคล้ายน้ำที่ไหลออกมาจากสายยาง ทหารกลุ่มหนึ่งกำลังถือเครื่องมือหน้าตาเหมือนปืนเลเซอร์ในหนังไซไฟพยายามก่อสนามพลังขนาดเล็กเพื่อปะรอยรั่วนั้น พวกเขามีทั้งคนขาวและคนดำแต่ไม่มีคนเอเชียแถมเครื่องแบบยังติดคำว่า U.S. ARMY หรา

คงเป็นเพราะเขาเปิดรับสิ่งต่างๆรอบตัวมากเกินไปทำให้เดินช้าไม่ทันใจผู้หมวดสาว จนทำให้อัมพาริกาเดินกลับมารั้งต้นแขนเขา ดวงตาสวยคมแฝงแววดุของเธอคล้ายจะบอกให้รู้ว่าเขาควรที่จะเดินใกล้เธอเอาไว้ นั่นทำให้นักข่าวหนุ่มต้องเดินตามผู้หมวดสาวต้อยๆเหมือนลูกแหง่เดินตามแม่เข้าประตูอาคารมาหยุดอยู่ที่ห้องโถงขนาดใหญ่ ที่ซึ่งชายชราผิวขาวยืนรออยู่พร้อมกับกลุ่มคนในเสื้อกราวน์สีขาวบ่งบอกชัดว่าเป็นนักวิจัย อัมพาริกาตรงเข้าไปหาเขาและกล่าวอย่างสุภาพ

“ขออนุญาตแนะนำให้รู้จักจอร์จ แม็ททิวดอร์ นักข่าวรอยเตอร์ค่ะ”

“คุณแมททิวดอร์ ดีใจจริงๆที่ได้พบคุณ ผมคาร์ล ไรเกอร์หัวหน้าทีมวิจัยแก้ไขสถานการณ์มหาอุทกภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ชายชราคนนั้นพูดพลางส่งมือให้จับ จอร์จจับมือเขาอย่างอบอุ่น ก่อนจะทวนชื่อ “คาร์ล ไรเกอร์...” ออกมาราวกับกำลังคุ้ยหาข้อมูลจากซอกหลืบความทรงจำ และเขาก็หาเจอเสียด้วย

“โปรเฟสเซอร์คาร์ล ไรเกอร์ ปริญญาเอกสองใบ วาริชศาสตร์กับเทคโนโลยีชีวภาพ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์ปีที่แล้ว ว๊าว! คุณนั่นเองที่จะทำให้โลกพ้นกลียุค”

“ทีมวิจัยของผมเป็นแค่มันสมอง ส่วนผู้หมวดพลวาริชและทีมของเธอคือแขนขา ผมทำงานไม่ได้แน่ถ้าไม่มีเธอ” โปรเฟสเซอร์ชรายกความดีความชอบให้อัมพาริกา พลวาริชเฉย แต่ก็ควรละ งานเธอบ้าดีเดือดเสี่ยงตายซะขนาดนั้น

“ครับ ผู้หมวดเธอเป็นยอดหญิง” จอร์จยอมรับหน้าตาย เพราะนั่นยังไม่รวมไอ้ที่เธอพยายามจะฆ่าเขาด้วยการเอาเขาไปเป็นเหยื่อตกเจ้าตัวออร่าส้มพวกนั้น “เอาละ ผมไม่อยากรบกวนงานของคุณ แต่ผมต้องสัมภาษณ์คุณครับ โปรเฟสเซอร์”

“สิบเอ็ดโมงครึ่ง ที่ห้องพักผม คุณแม็ททิวดอร์ ขอโทษด้วยที่ไม่มีเวลาพาทัวร์ ที่นี่เราทำงานแข่งกับเวลา โอ! ริก้า เธอได้มันมาใช่ไหม” ประโยคท้ายโปรเฟสเซอร์ไรเกอร์หันไปพูดกับอัมพาริกา เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าหมดเรื่องคุยกับนักข่าวหนุ่มแล้ว

“ค่ะ โปรเฟสเซอร์ ได้มาแบบตัวเป็นๆ”

“เราคงต้องรีบกันหน่อย ผมไม่รู้ว่ากำแพงสนามพลังนั่นจะทนได้นานอีกสักแค่ไหน”

เจ้าของรางวัลโนเบลเหลือบตามองรอดหน้าต่างกระจก นั่นทำให้จอร์จมองตาม ภาพทหารสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักที่จะอุดปะรอยรั่ว กำแพงนั่นมันไม่เสถียร ไม่มีใครรู้ว่ามันจะต้านพลังน้ำที่สูงกว่าตึกห้าชั้นนั่นได้นานแค่ไหน

“การันต์พามันเข้าไปในแล็บ เร็ว!”

เสียงโปรเฟสเซอร์ไรเกอร์กระชากจอร์จออกมาจากภวังค์ เขาดึงสมาธิกลับเข้ามาที่ห้องโถง ถึงได้เห็นชายผิวคล้ำหน้าตาบอกชัดว่าเป็น ‘แขก’ กำลังเดินนำพวกทหารที่ลากจูงเจ้าสิ่งนั้นเข้าไปด้านในของตัวอาคาร จอร์จรู้จักผู้ชายคนนั้นดีเพราะเคยตามข่าวมากว่า 3 ปี นั่น ‘การันต์ ราชิด’ ผู้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดและจัดระบบแสงออร่าเพื่อการรักษามะเร็ง การันต์ ราชิดทำให้มะเร็งแทบจะอยู่แต่ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปเลยด้วยซ้ำ เขาคืออีกหนึ่งนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิของสหรัฐถึงจะเป็นเอ้าท์ซอส [2] จากอินเดียก็เถอะ

ระหว่างที่จอร์จค้นหาข้อมูลของการันต์ในห้วงความคิดอยู่ ร่าง ‘แขก’ คนนั้นก็เดินหายลับเข้าไปในประตูบานเลื่อน แต่พอนักข่าวหนุ่มจะเดินตาม โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์กลับขวางเขาไว้

“ห้องพักคุณอยู่ชั้น 2 ห้อง A24 อยากได้อะไรก็ช่วยเหลือตัวเองแล้วกันนะ สิบเอ็ดโมงครึ่ง ผมจะให้สัมภาษณ์ทุกอย่างที่ผมรู้ รวมทั้งที่เพิ่งทราบมาหมาดๆจากแล็บด้วย”

“ขอบคุณครับ แต่ผมยังไม่เหนื่อย ขอเดินดูสถานที่ได้ไหมครับ”

คำถามนั้นทำให้ความลำบากใจฉายชัดบนสีหน้าหัวหน้าโครงการกู้โลก มันคงอยู่เพียงครู่เดียวแล้วก็ผ่อนคลายลง โปรเฟสเซอร์ชราเปลี่ยนมาส่งยิ้มให้ผู้หมวดสาว

“ริก้า คุณจะรังเกียจไหมถ้า...”

“ไม่ค่ะ ไม่รังเกียจเลย” เธอตอบทันควัน ราวกับรู้อยู่แล้วว่าคำถามคืออะไร “วันนี้ฉันเสร็จงานแล้ว พานักข่าวเดินเที่ยวน่าจะดีกว่านอนเล่นบนโซฟา”

นั่นทำให้โปรเฟสเซอร์ไลเกอร์น้อมศีรษะลงเป็นเชิงขอบใจแล้วเดินเข้าประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า ตามด้วยการันต์ ราชิด และเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทหารยูเอ็นที่ออกมารับช่วงลากจูงตู้กระจกบรรจุ ‘เจ้าตัวประหลาด’ ไป

“ไปไหนก่อนดี” จอร์จหันมาพูดกับผู้หมวดสาวแกร่ง

“กาแฟสักแก้วไหมคะ”

“ผมไม่เดทกับคนที่พยายามฆ่าผมหรอกนะ”

“ถ้าฉันอยากฆ่าคุณ เชื่อเถอะว่าคุณตายไปแล้ว อีกอย่างนะ นี่ไม่ใช่การเดท เพราะไม่มีใครเดทกันในโรงอาหารของที่ทำงานหรอก ฉันเข้ากะตั้งแต่ตีสาม ยังไม่ได้กินอะไรเลยจนถึงตอนนี้ ก็แค่นั้น”

“งั้นคุณควรจะเปลี่ยนจากกาแฟเป็นอาหารเช้าดีๆสักจานนะ ว่าไหม”

อัมพาริกายกยิ้มแบบที่มักจะทำประชดแม่ตอนที่ท่านบ่นให้กินอาหารเพื่อสุขภาพ ก่อนเดินนำไปยังห้องอาหารแบบเสียมิได้ จอร์จสาวเท้าตาม ทว่าปากเขายังคงยิงคำถามราวกับไม่รู้จักคำว่า ‘นอกเวลางาน’ อย่างนั้นล่ะ

“พวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า”

แทนที่จะตอบ อัมพาริกากลับเป็นฝ่ายถามจอร์จ ในแบบที่ทำเอานักข่างหนุ่มแทบสะอึก

“คุณแต่งงานหรือยัง”

“ทำไมล่ะ คุณจะขอผมแต่งงานเหรอ” เขายักไหล่ หวังว่ามันจะขำ

“คนละคำถามไงคะ คุณตอบฉันมาก่อนซิ คุณแต่งงานหรือยัง”

บางทีการถามเรื่องส่วนตัวอาจเป็นวิธีตีซี้ตามแบบฉบับคนไทย อย่างที่จอร์จเคยดูในหนังอเมริกันเรื่องไหนสักเรื่องที่โจว เหวิน ฟะแสดงเป็นคนไทย หนังนั่นบอกไว้ว่าการถามเรื่องส่วนตัวกับคนที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกสำหรับคนไทยแล้วคือการสร้างความสนิทสนม เพราะอย่างนั้นจอร์จ แมธธิวดอร์ถึงได้ตีสีหน้าระรื่น ตอบคำถามเหมือนกับมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ

“เคยแต่งครับ สองครั้ง เมียขอหย่าทั้งสองครั้ง ตอนนี้ก็เลยโสด”

                “คิดเอาเองแล้วกันว่าพวกเธอแค่อยากอยู่คนเดียวหรือคุณไม่ควรมีคู่” ผู้หมวดสาวฉีกยิ้มอย่างหับนักเบสบอลที่เพิ่งทำโฮล์มรันได้

“โอ๊ย! กัดเจ็บ เอาละ ตาผมถามบ้าง พวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า”

สีหน้าระรื่นเหมือนนักเบสบอลแข่งชนะเมื่อกี้กลับกลายเป็นเครียดขมึง

“คุณเคยสังเกตพฤติกรรมของน้ำไหมคะ แปลกไหมที่น้ำพยายามจะท่วมสถานที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะบริหารจัดการดีแค่ไหน เราไม่เคยควบคุมหรือกำหนดทิศทางของมันได้ เหมือนกับมวลน้ำเหล่านั้นมัน...”

“มีชีวิต” จอร์จช่วยต่อประโยคให้จบ

“มวลน้ำพวกนั้นไหลบ่ามาตามเส้นทางที่เราไม่เคยคาดคิด ทั้งที่ป้องกันเป็นอย่างดีก็ยังเสียเมืองให้น้ำเป็นเมืองๆตั้งแต่เหนือจรดใต้ พวกมันบุกยึดจุดยุทธศาสตร์อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าอะไรจะแฝงมากับน้ำนั่นพวกมันทำงานอย่างมีระบบและยุทธวิธี”

“พวกคุณกำลังหาฐานบัญชาการของมันซินะ” จอร์จเลิกคิ้วสูง

มันเป็นคำถามที่ดี ดีมากเสียจนอัมพาริกาไม่จำเป็นต้องตอบ

*****

โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์พลิกดูนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลา 11.20 น. ก่อนจะวางมือเหี่ยวย่นตามวัยลงบนไหล่ของการันต์ที่กำลังง่วนอยู่กับการกดแป้นคอมพิวเตอร์ซึ่งหน้าจอปรากฏภาพชุดของแสงออร่าหลากหลายรูปแบบที่เปล่งออกมาจาก ‘เจ้าสิ่งนั้น’

“คุณทำต่อเองคนเดียวได้นะ การันต์”

“ครับ โปรเฟสเซอร์ คุณเชื่อใจผมได้”

หนุ่มใหญ่ชาวอินเดียตอบทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากแป้น แต่แค่นักวิทยาศาสตร์เหรียญทองอย่างการันต์รับปาก หัวหน้าโครงการก็เบาใจพอที่จะเดินย่องแย่งตามประสาคนแก่กระดูกไขข้อไม่ค่อยจะดีออกจากห้องปฏิบัติการไป

การันต์ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปจับจ้องยังกระจกบานใสใหญ่ของห้องสังเกตการณ์ที่กั้นระหว่างตัวเขากับเจ้าตัวประหลาดซึ่งนอนสงบอยู่ในตู้กระจกบรรจุน้ำ นักวิทยาศาสตร์ 2-3 คนในชุดป้องกันแสงออร่ากำลังเก็บตัวอย่างวิจัย แต่เพราะมันไม่มีส่วนประกอบอินทรีย์หรืออนินทรีใดๆ การเก็บตัวอย่างจึงทำได้แค่เดินวนถ่ายภาพผ่านกล้องวิดีโอและรวบรวมลักษณะของการเปล่งแสงออร่าไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยความหวังอย่างแรงกล้าว่ามันจะมีรูปแบบให้วิเคราะห์หาที่มาที่ไปหรืออะไรก็ได้เกี่ยวกับมัน

พวกเพื่อนร่วมงานของเขาออกมาจากห้องสังเกตการณ์แล้ว โดยไม่มีใครมีอาการอิดโรยเพราะการสูญเสียออร่า ดูท่าเจ้าสัตว์นั่นจะสิ้นฤทธิ์นอนหลับเหมือนสายน้ำในตู้กระจกจริงๆ แต่ถึงกระนั้นความเครียดในห้องทดลองก็ทำเอาหลายคนต้องการการพักผ่อน

“ไปก่อนเลย ผมไม่หิว แต่ถ้าเป็นไปได้เอาข้าวหมกไก่มาฝากด้วยนะ”

เขาบอกเพื่อนร่วมงานและทุกคนก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่มีใครคิดจะทักท้วง ก็นี่ล่ะ การันต์ ราชิด กิน-นอนในห้องทดลอง มีแต่การเข้าห้องน้ำเท่านั้นที่เขาจะทำมันที่อื่น

ทันทีที่เพื่อนร่วมงานคนสุดท้ายออกไปจากห้องและประตูปิดลง ความเย็นยะเยือกอย่างประหลาดก็แล่นเข้ากัดกินการันต์รู้สึกหนาววาบไปทั่วสันหลัง พลันเขารู้สึกเหมือนโต๊ะโลหะที่เขาใช้ทำงานนั้นสั่นสะเทือน เล่นเอาหนุ่มใหญ่ผวาหันมองรอบกาย เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติถึงได้ข่มใจทำงานต่อ ในช่วงภาวะจิตที่จดจ่อกับงานจนสงบนิ่งมีสมาธิ เสียงหนึ่งก็แว่วเข้ามาในโสตประสาท มันเป็นเสียงแผ่วเบาจนการันต์คิดว่าเขาหูแว่วไปเอง แต่แล้วมันก็ค่อยๆเด่นชัดขึ้นทีละน้อยๆ

                หนุ่มใหญ่หันหาต้นตอของเสียง ทว่าทันทีที่จิตหลุดจากสมาธิ ทุกอย่างก็เงียบสงบและว่างเปล่า การันต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามบอกตัวเองว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์และจะไม่เชื่ออะไรนอกจากสิ่งที่มาตรวัดวัดได้ เพราะอย่างนั้นการันต์จึงคว้าเฮดโฟนซึ่งต่อกับจานรับเสียงและเทปบันทึกมาสวม ก่อนกดปุ่มบันทึก

สิ่งที่ได้ยินจากเฮดโฟนในตอนแรกนั้นว่างเปล่า แต่ถ้าจะให้เขาเลือกที่จะเชื่อระหว่าง ‘มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น’ กับ ‘มันอยู่ตรงนั้น เขาแค่ต้องหาวิธีพิสูจน์ให้ได้’ การันต์เลือกที่จะเชื่ออย่างหลังมากกว่า สิ่งที่เขาประสบอยู่อาจจะเหมือนกับอากาศ มีอยู่จริงรอบๆตัวเราเพียงแต่มนุษย์ไม่ได้สังเกต ทว่าสิ่งที่เขาประสบ คือ เสียง แล้วเสียงอะไรล่ะที่มีอยู่เพียงแต่หูคนไม่ได้ยิน มันคงมีแค่ อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) คลื่นความถี่สูงที่โลมาใช้ในสื่อสาร โซน่าซาวด์ (Sonar sound) คลื่นความถี่สูงที่ค้างคาวใช้แทนการมองเห็น และ...

“อัลฟ่าซาวด์!” การันต์พูดกับตัวเอง

ใช่! อัลฟ่าซาวด์! (Alpha sound) เสียงที่อยู่ในรูปแบบของคลื่นความถี่ต่ำซึ่งสัตว์บางชนิด เช่น ช้าง ใช้ในการสื่อสาร มันต่ำเสียจนสมองของมนุษย์ไม่อาจรับสัญญาณหรือแปลความออกมาได้ จึงทำให้ทุกครั้งที่ช้างเปล่งอัลฟ่าซาวด์ออกมาเราจะไม่ได้ยินอะไรนอกจากเห็นว่าช้างอ้าปากเฉยๆ แต่เมื่อเอามือสัมผัสราวเหล็ก กรง หรือโซ่ ที่อยู่ใกล้ๆช้าง เราจะรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนภายในเนื้อโลหะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าโต๊ะโลหะสั่น ถ้าเป็นคลื่นความถี่สูงอย่างอัลตร้าซาวด์หรือโซน่าซาวด์คงไม่ให้ผลแบบนั้นแน่ แล้วทำไมเขาถึงได้ได้ยินอัลฟ่าซาวด์? การันต์จำได้ดีถึงงานวิจัยของเขาในเทนเนสซี่ที่พบว่าในภาวะจิตที่สงบจะทำให้แสงออร่าซึ่งเปล่งออกมาจากสมองเปลี่ยนรูปแบบ นั่นคงทำให้สมองมนุษย์รับและแปลความอัลฟ่าซาวด์ได้

แล้วทำยังไงถึงจะได้ยินอัลฟ่าซาวด์โดยไม่ต้องผลักดันตัวเองสู่ภาวะจิตแบบนั้น ?

“ท้าทายดี แต่เชื่อเถอะยาหยี ไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับการันต์ ราชิด” หนุ่มใหญ่ชาวอินเดียพึมพำกับตัวเองแล้วกรอเทปกลับ ก่อนเปิดมันโดยเร่งความเร็วให้สูงขึ้นสามเท่า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยิน มันเป็นถ้อยสำเนียงที่เรียงร้อยกันเป็นท่วงทำนองสงบเยือกเย็นคล้ายโศลกโบราณหรือไม่ก็...บทสวด!

ทีนี้ก็มาถึงคำถามสุดท้ายที่การันต์จะต้องตอบให้ได้ว่า มันมาจากไหน?

การันต์หันจานรับเสียงไปที่ประตู อัลฟ่าซาวด์ตรงนั้นต่ำมาก ต้นเสียงไม่ได้มาจากนอกห้องแน่ๆ เขาจึงค่อยๆหมุนจานรับไปทางด้านหลังของโต๊ะทำงานคลื่นตรงนั้นต่ำมากจนดูเหมือนจะเป็นเสียงสะท้อนเสียมากกว่าต้นกำเนิด หรือจะพูดให้ถูกคือต้นตออยู่ตรงข้ามกับผนังด้านนั้น ที่ซึ่งโต๊ะทำงานของเขาหันหน้าประจันอยู่...

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มใหญ่หันไปยังทิศทางที่เขาเชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดเสียง ดวงตาคมแบบคนอินเดียจ้องเขม็งไปทางด้านหน้าของโต๊ะทำงาน ผ่านกระจกใสบานใหญ่ สู่ห้องสังเกตการณ์ที่เจ้าตัวประหลาดนั่นนอนนิ่งอยู่ในน้ำ การันต์สูดหายใจเรียกความกล้าก่อนฉวยจานรับเสียงมาถือไว้และยื่นออกไปข้างหน้าด้วยมือที่สั่นเทา และสิ่งที่เขาได้ยินก็ทำให้การันต์ต้องเบิกตาโพลงอย่างตื่นตะลึงระคนหวาดกลัว

เจ้านั่นกำลัง...สวดมนตร์!

*****

จอร์จ แมททิวดอร์มาถึงห้องพักของโปรเฟสเซอร์ไรเกอร์ตอน 11.30 น. ตามเวลานัดพอดี แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อพบว่าไรเกอร์กำลังลดน้ำต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างถะนุถนอมและให้เกียรติราวกับมันเป็นเจ้าหญิง ทั้งที่ความจริงมันก็แค่ต้นโพธิ์สูงไม่ถึงฟุตในกระถางดินเผาเก่าๆกลางห้อง

“ผมไม่ยักรู้ว่าคุณชอบปลูกต้นไม้” จอร์จพยายามซ่อนความรู้สึกอึดอัดที่ผู้นัดไม่ให้ความสนใจ แต่ไรเกอร์ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส

“ถ้าโลกถึงกาลล่มสลาย อย่างน้อยผมก็รักษาหนึ่งในธาตุแห่ง ‘Mother earth’ เอาไว้”

“คุณพูดเหมือนกับโลกมีชีวีต”

                “ชีวิตคืออะไรคุณแมททิวดอร์” ไรเกอร์ตั้งคำถามออกมาทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตารดน้ำโพธิ์ต้นนั้น “ชีวิตเป็นแค่ซากที่ยังหายใจหรือร่างกายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดแห่งจิตวิญญาณ เจ้าชายนิทราที่นอนอยู่บนเตียงต่างจากผู้คนที่เดินไปเดินมาบนท้องถนนอย่างไร ‘Earth’ และ ‘Mother earth’ ก็แตกต่างกันอย่างนั้น คุณคงไม่อยากเห็นโลกเป็นเหมือนเจ้าชายนิทราใช่ไหม”

“คุณกำลังจะบอกผมว่าโลกเรามี...เอ่อ...วิญญาณเหรอครับ ผมว่านั่นฟังไม่เหมือนความคิดของโปรเฟสเซอร์ทางสายวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นะครับ”

                “โลกอาจจะมีวิญญาณจริงๆก็ได้ เพียงแต่คุณยังไม่ได้ตั้งใจมองดีๆเท่านั้น คุณเชื่อแต่ในสิ่งที่มาตรวัดมันวัดได้ไม่ได้หรอกนะ คุณแมททิวดอร์”

                จบประโยค น้ำหยดสุดท้ายก็ไหลจากบัวรดน้ำลงไปในกระถาง ไรเกอร์วางมันลงแล้วตบมือเสียทีหนึ่งเป็นสัญญาณว่าพอใจอย่างยิ่งกับผลงานการดูแลต้นไม้ของตัวเอง ก่อนที่จะหันมากล่าวกับนักข่าวหนุ่มว่า

                “เอาละ! คุณพร้อมจะสัมภาษณ์ผมหรือยัง”

                นักข่าวหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะกดอัดเสียง ทว่ากลับถูกขัดขึ้นด้วยเสียงสัญญาณดัง ปี๊บๆ เพียงสั้นๆแค่นิดเดียว แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้หัวหน้าโครงการกู้โลกถลันไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ มันบ่งบอกว่ามีข้อความส่งมาจากห้องทดลองโดยการันต์ ราชิด...

*****

“คุณหาวิธีสื่อสารกับมันได้หรือยัง การันต์” เสียงอัมพาริกาแว่วมาจากด้านหลังของนักวิทยาศาสตร์เลือดอินเดีย “หรือว่าเราต้องปล่อยมันแล้วสะกดรอยตามไปจนถึงฐานบัญชาการ”

“วิหาร ผู้หมวด ผมเรียกว่า ‘วิหาร’ ในเมื่อเราวิเคราะห์ได้ว่าเจ้าสิ่งนั้นคือกลุ่มของพลังงานแม้มันจะเหมือนกับพลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่พวกมันกลับไม่มีส่วนใดเป็นอินทรีย์สารหรืออนินทรีย์สารเลย พูดง่ายๆคือพวกมันไม่มีร่างกาย ผมจึงไม่คิดว่าพวกมันเป็นทหารและมีฐานบัญชาการ พวกมันอาจมีแค่ศูนย์รวมพลังงาน หมอนั่นอาจต้องสวดมนต์เพื่อที่จะกลับเข้ารวมพลด้วยซ้ำ”

ประโยคสุดท้ายหนุ่มใหญ่พยักพเยิดไปยังเจ้าตัวประหลาดในห้องกระจก แต่ถึงสีหน้าของการันต์จะจริงจังแค่ไหนก็ไม่อาจห้ามผู้หมวดสาวไม่ให้ปล่อยหัวเราะออกมา

“เพราะเจ้านั่นอาจสวดมนต์ คุณถึงจะเรียกฐานบัญชาการว่าวิหารซินะ ไม่คิดว่ามันจะส่งสัญญาณสื่อสารบอกพิกัดยิงขีปนาวุธบ้างเหรอ”

“ไม่ขำเลยผู้หมวด ความจริงผมว่าการทำงานของมันดูเหมือนการแบ่งและรวมจิตระหว่างพระปรมาตมันกับอาตมัน”

“เป็นยังไงเหรอคะ”

“คืออย่างนี้นะผู้หมวด” การันต์หันมาสบตาอัมพาริกาตรงๆ “ศาสนาฮินดูเชื่อว่าดวงวิญญาณของคนเราทุกคนที่เรียกว่าอาตมันเป็นดวงจิตที่แบ่งตัวออกมาจากพระปรมาตมันซึ่งก็คือดวงจิตแห่งพระเป็นเจ้า เราจึงต้องทำทุกอย่างให้วิญญาณของเราบริสุทธิ์และกลับเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระปรมาตมัน และแน่นอนเราต้องสวดมนต์”

“คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งที่อยู่ในวิหารได้แบ่งพลังงานออกมาเป็นหน่วยย่อยซึ่งก็คือเจ้าตัวน่าเกลียดในตู้ และมันกำลังสวดมนต์เพื่อจะได้กลับเข้าสู่วิหาร ? ”

“และเราก็แค่จับทิศทางของการสวดมนต์ดูซิว่ามันเพ่งสมาธิไปที่ไหน แค่นี้เราก็เจอวิหารแล้ว” ไอเดียของการันต์พลุ่มพล่าน ส่วนอัมพาริกาได้แต่เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างไม่แน่ใจเต็มทน

“คุณคงไม่ต้องให้ฉันนิมนต์พระมาช่วยใช่ไหม”

ฟังคำพูดน่ากระชากคอลงมาตีเข่าของผู้หมวดสาวแกร่งแล้ว นักวิทยาศาสตร์หนุ่มใหญ่ก็ได้แต่ถอนหายใจ เหลือกตาขึ้นมองเพดาน ราวกับจะบ่นในใจว่า ‘เชื่อเขาเลย’

“เคยอ่านหนังสือไอน์สไตล์พบพระพุทธเจ้าเห็นไหมล่ะ ‘วิทยาศาสตร์เป็นแค่การค้นพบในสิ่งที่ธรรมชาติมีอยู่แล้ว’ และผมค้นพบการสวดมนต์ของเจ้าสิ่งนั้น ไม่นานหรอกผมจะสร้างเครื่องจับสัญญาณนั่นได้แน่” เขาไม่ได้คุยโวเกินจริง การันต์รู้ดีว่าตัวเขาทำได้ ผู้หมวดก็คงรู้เหมือนกัน เธอแค่ตีรวนของเธอไปแบบนั้นเอง

ทั้งสองคุยกันมาถึงตรงนี้ ประตูบานเลื่อนก็เปิดผลัวะออก ก่อนที่โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์จะเดินเข้ามาตามด้วยร่างของนักข่าวอเมริกัน

“ผมอ่านเมลล์คุณแล้ว การันต์ เสียงนั่นมันเป็นยังไง” โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์ถามด้วยความตื่นเต้น

การันต์หยิบเฮดโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้หัวหน้าโครงการ ชายชราสวมมันและฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่าแม้แต่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลก็ยังคิดว่าเสียงนั่นมีรูปแบบที่ชัดเจนและคงนำพาพวกเขาไปสู่ที่ใดที่หนึ่งได้

*****

                มือผอมเกร็งและเรียวเล็กในแบบของผู้หญิงถือส้อมเขี่ยอาหารในจานเล่น แต่กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามปล่อยคำถามออกมา

                “ถ้าผ่านเรื่องนี้ไปได้คุณจะทำอะไรริก้า”

                “แต่งงานมั้ง ไม่รู้ซิคะ แต่ก็นะยังหาเจ้าบ่าวไม่ได้เลย” ผู้หมวดสาวยักไหล่ “แล้วคุณละคะ จอร์จ”

                “แต่งงานเป็นครั้งที่สามมั้ง ยังหาเจ้าสาวไม่ได้เหมือนกัน”

                อัมพาริกายกยิ้มราวกับจำใจเค้นมันออกมาเสียเต็มประดา เห็นได้ชัดเลยว่านี่เป็นหัวข้อสนทนาที่ห่วยแตกสุดๆ จอร์จจึงเปลี่ยนเรื่องเสียใหม่

                “คุณว่าการันต์ทำอะไรอยู่”

                “สุดจะเดาได้เลยค่ะ แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาต้องรีบแล้ว”

                เธอทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จอร์จมองตามไป สิ่งที่อยู่ข้างนอกนั่นคือรอยปริของสนามพลังที่มีน้ำทะลักเข้ามาพร้อมด้วยกลุ่มทหารยูเอ็นที่ช่วยกันปิดช่องสนามพลัง มันเปลี่ยนที่ ไม่ใช่จุดที่เขาเห็นเมื่อเช้า นี่แสดงว่า ครอบแก้วกำลังเกิดรอยร้าว ไม่มีใครรู้ว่ามันจะทนแรงดันน้ำมหาศาลที่มาพร้อมกับตัวประหลาดได้อีกนานแค่ไหน

                “โอ อยู่นี่เอง คงไม่รังเกียจนะ”

หัวหน้าโครงการกล่าวขัดจังหวะความคิดนักข่าวหนุ่ม ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะและหย่อนกายลงนั่ง ทว่ายังไม่ทันที่จะสัมผัสเก้าอี้ดี การันต์ ราชิดก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

“ผมคิดว่าเราเจอวิหารของพวกมันแล้วละครับ”

“วิหาร? เหมือน ‘รัง’ เอเลี่ยนนะเหรอ” จอร์จยิงคำถาม

“คุณอาจเรียกมันว่าที่สิงสถิต รัง ศูนย์กลาง ฐานบัญชาการ แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม ถ้าเราทำลายที่นั่นได้...”

“เราจะชนะ” จอร์จต่อประโยคให้จนจบ “แล้วมัวรออะไรกันอยู่ละ ผมมีข่าวใหญ่ต้องทำนะ”

“เราชนะได้จริงๆเหรอคะ ถ้านั่นคือพระปรมาตมัน” อัมพาริกายังคงนึกถึงการสนทนาเมื่อตอนกลางวัน

“ผมบอกคุณว่าการทำงานของพวกมันคล้ายการแบ่งจิตและรวมจิตของพระปรมาตมันกับอาตมัน แต่คำว่า ‘คล้าย’ ไม่ใช่ ‘คือ’ นะคุณ เราต้องจัดการมันได้แน่ แค่คุณไปที่นั่น ส่งสัญญาณยิงจรวดให้เรือรบของเรา แล้วก็ชี้เป้า ตูม! บอกลาเจ้าพวกนั้นได้เลย”

สายตาการันต์มุ่งมั่น ก็แหง เขาเป็นแค่คนคิดไม่ใช่คนลงมือ และเพราะหัวหน้าโครงการอยู่ตรงนั้นด้วย โครงการนี้จึงได้รับอนุมัติในเวลาไม่ถึงนาที นั่นทำให้อัมพาริกา พลวาริชพร้อมลูกหมวดอีกสิบนายต้องลงเรือตรวจการณ์อีกครั้ง พร้อมกับนักข่าวอเมริกันที่ไม่ยอมพลาดข่าวใหญ่ไม่ว่ามันจะเสี่ยงตายแค่ไหนก็ตาม เรือตรวจการณ์จึงแล่นตัดผืนน้ำอีกครั้ง โดยไม่มีใครรู้ว่า ที่รอยรั่วของสนามพลังซึ่งถูกซ่อมแซมไปเมื่อคืน ตอนนี้มีน้ำหยาดน้อยค่อยๆซึมเข้ามา ก่อนรวมตัวกันเป็นหยดและทิ้งกายลงมาบนพื้นคอนกรีตด้านใน พลันเจ้าตัวออร่าสีส้มก็ค่อยๆโผล่ร่างขึ้นจากน้ำหยดนั้น...

*****

ที่ผืนน้ำจืดสีดินอันเวิ้งว่างกว้างไกล มีเพียงเรือตรวจการณ์ลำหนึ่งลอยอยู่เหนือระลอกน้ำที่ไหวไปตามแรงลม เรือบดลำเล็กแล่นออกห่างเรือตรวจการณ์มากขึ้นเรื่อยๆกระทั่งมาถึงเนินดิน หรือจะเรียกให้ถูกคือเขาหัวโล้นลูกหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมตีนเขาไปเกือบหมด

ผู้หมวดสาวก้าวขึ้นฝั่งเป็นคนแรก เธอยกเครื่องจีพีเอสขึ้นดู ‘วิหาร’ ของพวกนั้นคงอยู่ไม่ไกล

“มันน่าจะอยู่บนยอดเนินนี่เอง” จอร์จพูด อัมพาริกาถึงได้รู้ว่านักข่าวหนุ่มกำลังมองข้ามไหล่ของเธอมา เรียกว่าตาหูนี่ไวอย่างกับปรอท

ทันใดนั้นเองเสียงเรียกให้ดูอะไรบางอย่างของทหารนายหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง อัมพาริกาหันไปถึงได้เห็นผืนน้ำที่ยกตัวสูงคล้ายกำแพงยักษ์ มันไม่ได้เกิดจากแรงลม แต่น่าจะเป็นอะไรแรงยกมหาศาลที่ใต้น้ำ และถ้ามันคือสึนามิ มันคงเป็นสึนามิน้ำจืดลูกแรกของโลก

                “วิ่ง!”

อัมพาริกาออกคำสั่งด้วยเสียงที่เกือบจะเป็นการกรีดร้อง ลูกหมวดของเธอตะลีตะลานวิ่งขึ้นไปบนเนินดิน ส่วนตัวเธอเองคงไม่มีทางขยับออกมาจากตรงนั้นก่อนที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนจะขึ้นมาจากเรือจนหมด ถ้านักข่าวอเมริกันไม่ฉวยข้อมือดึงเธอให้วิ่งตาม ร่างผอมเกร็งทั้งดิ้นทั้งผลักไสทว่าจอร์จไม่ยอมให้เธอแผลงฤทธิ์ ลำแขนแข็งแกร่งของเขาที่บัดนี้โอบรอบเอวเธอดูเหมือนจะโน้มน้าวและปลอบโยนเสียมากกว่าจะบังคับ ทำเอาผู้หมวดสาวเลิกขัดขืน ตะเกียกตะกายขึ้นเนินตามที่แขนกำยำเหนี่ยวนำไป

โครม! คลื่นสูงเกือบสามเมตรนั่นโถมร่างลงมาบนบรรดาทหารหาญที่ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวเหลือเกินสำหรับมัน พร้อมเสียงกรีดร้องระงม สวมแว่นออร่าอย่างลวกๆ และภาพเจ้าตัวประหลาดนับแสนที่กำลังรุมกินโต๊ะลูกน้องของเธอทำเอาผู้หมวดสาวหมดแรงล้มพับกับพื้น

“ริก้า มองผมซิ ริก้า” จอร์จกระชากเธอออกจากห้วงความคิด “เราต้องไปต่อนะริก้า”

เธอกวาดสายตามองทหารที่เหลืออยู่เพียง 5 นาย แล้วล้วงมือลงไปในกระเป๋า หยิบอุปกรณ์อะไรบางอย่างหน้าตาคล้ายปากกาด้ามอ้วน

“นี่เครื่องชี้เป้าให้เรือยิงจรวด แค่กดพอแสงตรงนี้เป็นสีแดงก็ชี้ไปที่เป้าหมาย จรวดจะวิ่งไปตามเลเซอร์”

จอร์จพยักหน้า เขาพอจะรู้จักมันมาบ้าง ปกติเจ้าเครื่องชี้เป้านี่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมขนาดเกือบศอกหน้าทึ่งที่พวกเขาย่อมันจนเล็กแค่นี้ได้ แต่นักข่าวหนุ่มก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเธอบอกเขาทำไมจนกระทั่ง

“ฉันมีสองอัน คุณเก็บไว้อันหนึ่งนะ”

“ทำไมเป็นผม”

“เพราะคุณจะอยู่เป็นคนสุดท้าย ฉันสัญญา”

มือแกร่งยัดอุปกรณ์นั่นใส่มือใหญ่หนา แล้วร่างผอมเกร็งก็ออกเดิน

*****

ณ ครอบแก้วสนามพลัง ที่ซึ่งรอยรั่วถูกซ่อมแซมไปเมื่อคืน ตอนนี้มีน้ำหยาดน้อยค่อยๆซึมเข้าสู่ภายใน ก่อนรวมตัวกันเป็นหยดและทิ้งกายลงมาบนพื้นคอนกรีตด้านใน พลันเจ้าตัวออร่าสีส้มก็ค่อยๆโผล่ร่างขึ้นจากน้ำหยด ทันใดนั้นเองขั้วโลหะบางอย่างที่เหมือนถูกยิงมาด้วยความเร็วสูงก็ปะทะเข้ากับร่างเจ้าสิ่งนั้น แสงออร่าของมันกระเจิดขึ้นไปไหนอากาศ กระทั่งเลือนหายไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลือ

ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารยูเอ็นเก็บขั้วโลหะขึ้นมาและบรรจุมันกลับเข้าไปในปืน ก่อนหันกลับไปโบกมือให้เพื่อน แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อสายตาของเพื่อนทหารนั้นเบิกโพลงราวกับตกใจเสียงยิ่งกว่าเห็นผี ฉับพลันนั้นเอง กระแสน้ำก็ทะลักผ่านสนามพลังเข้ามาเป็นสายปะทะร่างเขาจนล้ม ภายใต้แว่นออร่าเจ้าตัวประหลาดนั่นกำลังเล่นงานเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

เพื่อนเขาพุ่งตัวไปกดปุ่มสัญญาณ เสียงหวูดเตือนภัยดังสนั่น ทหารหลายร้อยนายถือปืนทำลายออร่าตบเท้าเข้ามายืนอยู่หน้ากำแพงสนามพลังที่รอยร้าวกำลังแล่นรานไปทั่ว และนั่นเป็นภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็น...

*****

“จอร์จ! วิ่ง!”

อัมพาริกาหวีดร้อง มือผอมกระชากคอเสื้อจอร์จจนเสียหลักล้ม สิ่งที่ดูคล้ายรยางค์ขอองเจ้าตัวประหลาดออร่าส้มเฉียดศีรษะชายหนุ่มไปหน่อยเดียว น้ำขึ้นสูงจนท่วมข้อเท้าของทุกตนบนเนินแล้ว ลูกน้องของเธอกำลังโรมรันกับเจ้าสัตว์ประหลาดนับร้อยด้วยปืนทำลายออร่าและตะข่าย

“เป้าหมายอยู่หลังหินใหญ่ก้อนนั้นแล้วค่ะ จอร์จ คุณต้องไปที่นั่น”

“ไม่ ถ้าจะมีใครรอดเป็นคนสุดท้ายนั่นต้องเป็นคุณ”

ลำแขนแข็งแกร่งออกแรงผลักจนร่างผอมเกร็งเซออกไป 2-3 เมตร นั่นทำให้เธอเข้าใกล้เป้าหมายมากกว่าเดิม

“ไปเลย ที่รัก ผมจะระวังหลังให้”

จอร์จยังมีแก่ใจทำหน้าทะเล้น และเพราะนี่มีมนุษยชาติเป็นเดิมพัน อัมพาริกาจึงตัดสินใจกระโจนข้ามหินใหญ่ก้อนนั้นไปโดยทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง ทันทีที่ขาแตะพื้น ผู้หมวดสาวก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะที่ยอดเนินที่จริงแล้วเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ที่กักเก็บน้ำจำนวนมหาศาลไว้ เสียแต่ว่าน้ำพวกนั้นมันเป็นสีส้ม! หรืออย่างน้อยมันก็เปล่งออร่าสีส้มออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน ช่างสว่างสุกใสและเจิดจ้าไปหมด แต่ไม่ว่ามันจะสวยงามปานใด อัมพาริกาก็รู้ดีว่าเธอมาที่นี่ทำไม มือผอมเกร็งหยิบเครื่องชี้เป้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ กดปุ่มและส่องมันไปที่ผืนน้ำ

              “ริก้า หลบ!”

                เสียงจอร์จดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เธอหันกลับไปแทบจะพร้อมกับที่มือของเจ้าตัวประหลาดฟาดลงมา หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบแต่เพราะดินตรงนั้นชื้นและลื่นมาก ร่างผอมเกร็งจึงเสียหลักหงายหลัง ขั้วโลหะทำลายออร่าที่แล่นเข้ามาฝังตัวอยู่ในร่างเจ้าสิ่งนั้น จอร์จถือปืนทำลายออร่ายืนอยู่ตรงนั้น ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว

ร่างของอัมพาริกาตกกระทบผืนน้ำและจมลงไป เธอเห็นแสงออร่าจากตัวเธอค่อยๆลอยเอื่อยจากร่างออกไปรวมตัวเข้ากับจุดศูนย์รวมออร่าสีส้มขนาดใหญ่ ดวงจิตอันยิ่งใหญ่แบบนั้นใช่พระปรมาตมันไหมหนอ? ผู้หทวดสาวกวาดสายตาไปโดยรอบจึงได้เห็นว่าออร่าของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่นี่ มันช่างยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ แม้แต่สายน้ำที่โอบรอบตัวเธอก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนครรภ์มารดาที่ทารกซุกกายอย่างอุ่นสบายอยู่ในนั้น นี่หรือคือดวงวิญญาณแห่งธรรมชาติ? ตอนนี้เธอไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว เธอมาถึงแล้ว ที่นี่ละ คือ บ้าน

               พลันโซ่เหล็กขนาดใหญ่ก็แล่นเข้ามารัดรอบตัวและกระชากเธอห่างจากบ้าน กระทั่งขึ้นสู่ผิวน้ำ อัมพาริกาทรุดกายอย่างเหนื่อยอ่อนและหอบจนตัวโยน นึกโกรธที่ใครบางคนทำให้เธอต้องกลับมาเผชิญกับการมีชีวิตที่โหดร้าย และเมื่อหญิงสาวปรายสายตามองก็เห็นจอร์จ แมททิวดอร์กำลังม้วนเก็บโซ่นั่น

                “ได้มาจากซีไอเอน่ะ ผมเป็นอยู่พักหนึ่งจนโดนไล่ออก ไม่งั้นผมคงไม่มาทำข่าวภาคสนามหรอกคุณว่าไหม”

จอร์จพยายามอธิบาย ก่อนควักเครื่องชี้เป้าที่เธอยัดใส่มือเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ขึ้นมาจากกระเป่าเสื้อ กดปุ่มเปิด และส่องเลเซอร์สีแดงไปยังใจกลางขุมพลังสีส้มที่ใต้ผืนน้ำ แต่แล้วผู้หมวดสาวก็โถมกายปัดเครื่องชี้เป้าขนาดย่อมจนหลุดกระเด็นจากมือเขา

“อย่า! อย่าค่ะ!” อัมพาริกากรีดร้อง

“ทำอะไรของคุณน่ะ ริก้า”

เขาพูดพลางถลาเข้าหาอาวุธชิ้นสุดท้ายที่กลิ้งอยู่กับพื้น เก็บมันขึ้นมาตรวจดูความเสียหาย

                “เราฆ่าเธอไม่ได้ค่ะ”

ผู้หมวดสาววางเรียวมือลงบนหลังมือกระด้างที่กำอาวุธชิ้นสุดท้ายไว้หลวมๆ นั่นทำให้เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาเธอกับกำลังสืบหาคำตอบ แล้วความอ่อนโยนอย่างประหลาดก็ฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของอัมพาริกาในขณะที่ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มละไม

“เราฆ่าโลกไม่ได้ค่ะ จอร์จ”

คำพูดของเธอทำเอาดวงตาของจอร์จเบิกโพลง ความฉงน ความเคลือบแคลง ตลอดจนความตกใจและอีกหลากหลายอารมณ์สะท้านไหวอยู่ในแววตาเขา

“ฉันต้องสื่อสารกับทุกคน แต่ว่า...”

อัมพาริกาพยายามค้นหาตามกระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อ สีหน้าเธอบอกชัดว่าหาอะไรก็ตามที่กำลังหาอยู่นั่นไม่เจอ ทว่าจอร์จ แมททิวดอร์ อดีตซีไอเอกลับควักวัตถุทรงกลมประหลาดออกมาจากกระเป๋ากางเกงเขาและให้เธอ

“แอบหยิบมาตอนที่คุณพาเดินดูห้องอุปกรณ์น่ะ ของมันเก่าแล้ว เคยใช้ตอนเป็นซีไอเออยู่เหมือนกัน”

ยิ้มแรกของผู้หมวดสาวฉายชัดบนใบหน้า มือผอมเกร็งรับวัตถุทรงกลมประหลาดมาวางลงกับพื้นกดปุ่มเปิด ก่อนยืนระวังตรง แสงสีฟ้าส่องขึ้นมาจากเครื่องมือนั่น สะท้อนภาพของผู้หมวดสาว และเธอก็เริ่มพูด พูดและพูดทุกอย่างที่อยากให้ชาวโลกได้รู้ ก่อนที่จะกดปุ่มปิด ปีกเล็กๆงอกออกมาจากจากเจ้าตัวกลม แล้วมันก็บินหายลับของฟ้าไป

ทั้งสองสบตากันนิ่ง เจ้าตัวประหลาดมากมายกำลังคลืบคลานเข้ามา แต่พวกเขายังยิ้มให้กัน จอร์จเกาะกุมมือของอัมพาริกาไว้ พาเธอหันกลับมาที่แหล่งน้ำออร่าส้มในกลางเนิน

“นั่น Mother earth เหรอ” เขาถาม

“นั่นคือดวงวิญญาณแห่งธรรมชาติค่ะ จอร์จ ไม่ว่าคุณจะเรียกเธอว่าอะไร ดวงจิตของลม น้ำ หิน ต้นไม้ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Mother earth’ ถ้าคุณจะเรียกเธออย่างนั้น”

“เราช่างเล็กกระจ้อยร่อยเหลือเกิน เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ”

“เราบั่นทอนเธอมามากมายเหลือเกินแล้วค่ะ”

อัมพาริกาวาดรอยยิ้ม และทั้งสองก็ตระกองกอดกันท่ามกลางมวลน้ำที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว ในขณะที่พวกมันบีบวงล้อมใกล้เข้ามาทุกทีๆ

*****

                สายน้ำทะลักเข้ามาในโดมสนามพลังพร้อมเจ้าตัวประหลาดนับล้าน พวกมันกำลังกินออร่าของมนุษย์คนแล้วคนเล่า ไม่ว่าจะทหารหรือพลเรือนจนมองไปทางไหนก็มีแต่ศพผู้คนนอนตายเกลื่อน ทหารยูเอ็นที่ยังมีลมหายใจเข้าต่อสู้กับเจ้าสิ่งนั้นอย่างกล้าหาญ พวกเขายังคงยิงขั้วโลหะออกทำลายออร่า บางนายมีเพียงตะข่ายเรืองแสงที่ใช้ในการรบพุ่ง จนดูเหมือนมนุษยชาติกำลังเผชิญสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งเป็นสงครามโลกครั้งแรกที่เราไม่ได้ฆ่ากันเอง

                โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์มองออกมาจากตัวตึกเขาถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือออกไปผลักบานประตู ทว่า...

                “ดอกเตอร์ ดูโน่นครับ” การันต์พูดพลางชี้มืออกไป

                อะไรบางอย่างแหวกว่ายมาในน้ำ มันแทรกตัวเข้ามาทางช่องโหว่สนามพลัง และโบยบินไปรอบๆ เมื่อหาที่เหมาะๆได้ แสงสีฟ้าก็ถูกปล่อยออกมากระทบผนังโดมคล้ายจะใช้มันเป็นฉากฉายหนัง ภาพผู้หมวดสาวปรากฏขึ้นบนครอบสนามพลัง

“ฉันร้อยเอกอัมพาริกา พลวาริช ถ้าคุณกำลังเข่นฆ่าใครหรืออะไรอยู่ กรุณาฟังฉัน พวกเขา...เจ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นคนเริ่ม เราต่างหากที่เบียดเบียนเขา”

คำพูดของเธอทำเอาทุกคนหยุดทุกกิจกรรมและพร้อมใจกันหันไปฟัง

“เราคือคนที่กำลังฆ่าโลก ทุกครั้งที่กิน ที่ใช้ เราทำลายโลก มหาอุกทกภัยไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่มันคือคำเตือน โลกยังให้โอกาสมนุษย์ได้แก้ตัว แต่ถ้าเรายังไม่หยุดทำลายร้าง วันสิ้นโลกจะมาถึงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเราทุกคนจะดับสูญไปพร้อมกับดวงวิญญาณแห่งธรรมชาติ”

                สิ่งที่เธอพูดทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ มนุษย์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อาจหาญเกินตัว ต่างพากันหันมองกำแพงสนามพลังที่ปริแยก และในที่สุดมันก็พังครืนลงมา คลื่นน้ำขนาดใหญ่สาดซัดโดยไม่มีใครหรืออะไรจะหยุดยั้งได้ เจ้าพวกเรืองแสงสีส้มตัวแล้วตัวเล่าทะลักทะล้นเข้ามากัดกินออร่ามนุษย์คนแล้วคนเล่าจนมันพอใจ แล้วทุกอย่างก็เหมือนกดปุ่มรีสตาร์ทขึ้นใหม่

                มวลน้ำที่โอบล้อมรอบโดมค่อยๆลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่ท่วมตึกได้ถึงสามชั้นลดลงเหลือไม่ถึงศอกและในที่สุดก็เหือดหาย มีเพียงแค่ดินเลนและโคลนตม

                ประตูตึกซึ่งเป็นฐานบัญชาการของโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมเอเชียบูรพาถูกพอกไปด้วยดินเปียกแฉะ มันขยับเผยอกระทั่งร่างนักวิทยาศาสตร์ชราขยับออกมา ในมือเขาถือกระถางต้นไม้ต้นหนึ่ง เจ้าธาตุแห่งพระแม่ธรณีที่เขาฟูมฟักมากับอก

                โปรเฟสเซอร์ไรเกอร์เดินฝ่าพื้นคอนกรีตที่ตอนนี้กลายเป็นลานดินกลบซากศพ บางคนที่ยังมีชีวิตรอดค่อยๆแหวกดินลุกขึ้นมา เจ้าพวกนั้นก็ด้วย ตัวประหลาดนับร้อยยังคงผุดขึ้นมาจากน้ำที่ผสมอยู่ในทุกอณูเนื้อโคลน ทว่านักวิทยาศาสตร์ชราไม่ได้กริ่งเกรง เขาบรรจงนำต้นไม้ออกจากกระถางหย่อนมันลงในแอ่งดินนิ่ม แล้วเจ้าแสงออร่าส้มตัวหนึ่งก็ขยับเข้ามาใกล้กระทั่งหายลับเข้าไปในต้นไม้นั้น และหากมีใครใช้กล้องจับพลังออร่า เขาคงจะเห็นต้นไม้กำลังเปล่งพลังออร่าสีส้มสดใสที่หลอมรวมกับธาตุไม้ได้อย่างลงตัว

                ผู้คนที่เคยแอบปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านต่างพากันโอบอุ้มพวกมันออกมาหย่อนลงดิน ต้นแล้วต้นเล่า กล้าแล้วกล้าเล่าจนเมืองทั้งเมืองกลับกลายเป็นสิ่งที่เราเคยรู้จักดี ทว่าทำลายมันจนสูญสิ้น สิ่งนั้นคือ...

                ป่า!

จบบริบูรณ์



[1] เรือตรวจการณ์อาจแบ่งคร่าวๆได้เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง และเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง โดยเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเป็นเรื่องตรวจการณ์ขนาดเล็กมีระวางขับน้ำปกติ ๑๕ ตัน เต็มที่ ๒๒ ตัน

[2] Outsource จัดจ้างมาจากภายนอกประเทศ

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 22:06 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: Fresh Air Discount Hosting Reseller Valid XHTML and CSS.