จำนวนคนในระบบ
เรามี 2 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| โอฟิเลีย - ปีศาจ คำสาป ความรัก [บทที่ 2] |
|
| ห้องวรรณกรรม - มุมนวนิยาย |
| เขียนโดย ธารธารา |
| วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2011 เวลา 12:51 น. |
|
เออร์รีนประหลาดใจหรือให้ถูกควรเรียกว่าตกใจ เธอไม่คิดว่าเมื่อปีศาจบ้าเลือดออกวิ่งผ่ากลางหมู่บ้านเช่นนี้จะยังมีใครโผล่ออกมาป้วนเปี้ยนที่ถนน โชคดีนักที่โอฟิเลียรู้สึกตัวเสียก่อนจึงเร่งสลายร่างหายไปเหลือแต่หมอกหนาสีดำที่กำลังบางเบาลงเรื่อยๆ...ทว่าเป็นโชคร้ายของเธอที่ยืนอยู่กลางหมอกดำๆ “เจ้า” บุรุษแปลกหน้าเอ่ยงงๆคล้ายไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรดี เด็กสาวก็เลิกคิ้วรับ ท่าทางชวนตียิ่งนัก “เจ้าทำอะไรกับ...มัน” เขาชี้ไปที่ตาลุงแก่ๆด้านหลัง ตาลุงในชุดคลุมสีดำเกือบจะดูเป็นมนุษย์ถ้าไม่ติดที่เขี้ยวขาวๆยาวสักคืบหนึ่ง เธอหันไปมอง ยามหันกลับมาใบหน้าก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่แน่ใจว่ารู้ตัวหรือไม่แต่เด็กสาวดูราวจงใจกวนประสาทชอบกล “ข้าไม่ได้ทำอะไร” ...คนทำคือโอฟิเลียต่างหาก...เด็กสาวนึกต่อในใจ
“เห็นว่าทำ...หรือเข้าใจว่าทำ” เธอปรายตามองคนตัวสูงก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้เสีย “ไม่เชื่อ...ก็เรื่องของเจ้าแล้วกัน” ชายหนุ่มอ้าปากค้างกับคำที่สวนมา ดวงตามองตามร่างเล็กที่เดินหนี ปากก็พึมพำแผ่วเบา “เจ้ามัน...กวนประสาทชะมัด” เด็กสาวชะงักฝีเท้า ดวงตาสีซีดเบือนกลับมา เหลือบมองข้ามหัวไหล่บาง “เจ้าก็...ดื้อด้านชะมัดเหมือนกัน” เธอก้าวเดินหนี ปล่อยให้ฝ่ายชายส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่ข้างหลัง ใบหน้าเรียบเฉยมีร่องรอยไม่สบอารมณ์อยู่เลือนราง เธอเดินผ่านซอยเล็กซอยน้อยทะลุกลับเข้าตัวเมืองอีกฝั่งที่ยังคงมีผู้คนพลุกพล่าน แวะผ่านเข้าตลาดไปหาซื้อของเล็กๆน้อยๆที่จำเป็น ‘หล่อนะ’ มือที่กำลังพลิกเลือกอาหารแห้งชะงักไปเล็กน้อยกับเสียงที่ดังขึ้นในหัวก่อนจะหยิบของขึ้นมาจ่ายเงิน ไม่สนใจกับเสียงของปีศาจสาวที่ยังคงดังเจื้อยแจ้วต่อไป ‘แล้วยังฉลาดอีกต่างหาก ช่างสังเกต หึหึ น่าสนใจออกนะรีน’ “เลิกเพ้อเจ้อจะดีกว่า” เด็กสาวพึมพำแผ่วเบาจนเลือนหายไปกับสายลม “ข้าไม่คิดอยากจะเจอด้วยอีกหรอกนะ”
เออร์รีนวนออกจากร้านข้ามไปอีกฝั่งของตลาด ในหัวยังมีเสียงโอฟิเลียเย้าแหย่เป็นครั้งคราว สุดท้ายจึงเลี้ยวเข้าร้านอาวุธ ถามเจ้าของร้านหามีดทองเหลืองดีๆสักอันเพราะนึกขึ้นได้ว่าหากออกทะเลมีดเล่มเล็กที่เคยพกจะใช้ไม่ได้ ใบมีดที่เป็นเหล็กจะเป็นสนิมง่ายจากไอเกลือ
‘เจ้าไม่สนใจพ่อหนุ่มคนนั้นจริงๆหรอรีน’ เสียงปีศาจสาวยังคงดังขึ้นมาในหัวระหว่างรอท่านเจ้าของร้านหันไปหยิบของมาให้ เธอลอบถอนหายใจ
“ไม่...เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้วโอฟิเลีย เจ้านั้นจะทำให้ลำบาก รู้ไว้ด้วย...”
เธอหันออกเดินไปทางใต้ปล่อยให้โอฟิเลียหัวเราะคิกคักๆโดยไม่ตอบโต้อะไรเพิ่มอีก มุ่งหน้าออกไปยังท่าเรือ เด็กสาวสนทนากับนายท่า แจ้งกับเขาว่าเธอต้องการจ้างเรือสักลำไปพาเธอไปเกาะเคอร์ แน่นอนว่ามีงบไม่อั้น
“เกาะอันตรายเช่นนั้นคงหาคนยอมไปยากอยู่” นายท่าว่า “แต่ข้าคิดว่าคงมีคนหนึ่งที่ยอมไป พรุ่งนี้เจ้าแวะมาอีกทีก็แล้วกัน ข้าจะลองติดต่อให้”
เออร์รีนก้มหัวรับเป็นเชิงขอบคุณแล้วจึงจากมา ที่จริงก็เตรียมใจไว้แล้วว่าคงหาเรือไปยาก เกาะเคอร์นั้นอันตราย รอบเกาะเต็มไปด้วยโขดหินโสโครก ทั้งยังมีพายุหลงฤดูหลุดมาบ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกมากมายเกี่ยวกับเกาะดังกล่าว ยังไม่นับรวมที่ว่าเคยมีคนเห็นเรือผีสิงโผล่ขึ้นใกล้ๆเกาะนั้นด้วย
เด็กสาวเดินกลับไปยังโรงแรม หมายใจว่าคืนนี้จะนอนพักเสียให้เต็มอิ่มหลังจากเดินทางติดต่อกันมานานมันทำให้เธอไม่ได้ใส่ใจกับเสียงหัวเราะที่เริ่มแปลกไปของปีศาจสาว เสียงหัวเราะที่คล้ายกับว่าล่วงรู้อะไรดีๆในอนาคตเข้าเสียแล้ว
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่ง เซมิรามิสกำลังโมโหจัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงเพื่อนจะพยายามปลอบสักเท่าไหร่ อารมณ์ขุ่นมัวร้อนระอุก็จางลงไปได้เพียงเล็กน้อย นานแล้วที่เขาไม่ได้หงุดหงิดขนาดนี้ อาจจะนานพอๆกับที่ไม่ได้เจอใครกวนประสาทได้เท่านี้ ใบหน้าตายสนิทไม่สื่ออารมณ์นั้นยังไม่เท่าน้ำเสียงเรียบเฉยที่ยอกย้อนคำพูดเขาได้ทุกคำ ยิ่งนึกก็ยิ่งหงุดหงิด หากไม่ติดว่าเอเลถลาออกมาลากแขนไว้ข้างหนึ่งเขาจะตามไปคุยต่อให้รู้เรื่อง!
“รามิส!” ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า เห็นนายท่าเรือตะโกนเรียกก็เดินเข้าไปหา
“มีอะไรหรือ”
“เจ้ายังมีความฝันจะเดินทางรอบโลกอยู่รึเปล่า” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใช่อยู่มันเป็นความฝันสูงสุดของเขาแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่านายท่าจะถามเขาเรื่องนี้ทำไม
“วันนี้มีคนมาติดต่อขอจ้างวานเรือลำเล็กหน่อย” นายท่าเกริ่นเรื่องต่อไป “ได้ยินว่ายินดีจ่ายไม่อั้นด้วย เจ้าอาจจะได้ทุนไปรอบโลกสมใจคราวนี้ก็ได้นะ”
“เขาจะไปไหน” เซมิรามิสถาม ถ้าอีกฝ่ายจ่ายไม่อั้นย่อมหมายถึงว่าสถานที่ที่จะไปคงต้องเสี่ยงอันตรายพอดู และก็เป็นดังคาดเมื่อถามออกไปคราวนี้คนโฆษณาชักเสียงเบาลง
“ไปเกาะเคอร์”
ร่างสูงหยุดคิด ที่จริงเขาก็เคยเฉียดไปใกล้ๆแถวนั้นอยู่บ้างเหมือนกันถึงจะไม่เคยแวะเข้าไปก็เถอะ โขดหินโสโครกแถบนั้นก็ใช่ว่าจะไม่รู้ทางเสียเลย บางทีข้อเสนอนี้อาจจะน่าสนใจกว่าที่คิด ทว่าสุดท้ายเขาก็เลี่ยงตอบเพียงว่าพรุ่งนี้จะมาให้คำตอบ ต้องไปปรึกษากับลูกเรือของตนเสียก่อน
ชายหนุ่มออกเดินเลียบไปตามท่าเรือยาว มีเรือลำขนาดค่อนข้างจะเล็กกว่าชาวบ้านอยู่มากเป็นปลายทาง เขาเดินผ่านไม้กระดานแคบๆที่วางพาดระหว่างลำเรือกับท่าจอด มันเป็นเรือใบขนาดค่อนข้างเล็ก จุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็ว คล่องตัว และที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นเรือของเขา แม้จะลำเล็กแต่ก็เป็นความภาคภูมิใจของเขา ข้างเรือมีแผ่นโลหะตอกสลักยึดไว้สลักชื่อว่า ‘โครนิค’
“กลับมาแล้วหรือขอรับกัปตัน”
รามิสเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก เด็กชายร่างเล็กอายุราวสิบสามสิบสี่ปียืนอยู่บริเวณยอดกระโดงเรือสูงและกำลังเกาะเชือกเส้นหนึ่งโหนตัวลงมา พอได้ระยะเจ้าตัวก็ปล่อยมือ ทิ้งร่างลงมา กัปตันหนุ่มร้อง ‘เฮ้ย’ ลั่นเรือก่อนจะเร่งวิ่งเข้าไปรับร่างเล็กที่ร่วงลงมาได้พอดี แล้วยังมีหน้าลุกขึ้นมาหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ ตาสีม่วงกลมโตเปล่งประกายสนุกสนาน ผมยาวระต้นคอสีทองอ่อนๆยุ่งเหยิงตามแรงลม เด็กชายตัวบาง เล็กนิดเดียว มองดูอย่างไรก็ไม่น่ามีสิทธิ์เป็นหนึ่งในลูกเรือของเรือลำใดได้
“เล่นอะไรพิเรนท์อีกแล้วนะเทรฟ ถ้าลงมาพลาดจะทำยังไง” กัปตันเอ่ยเสียงนิ่ง ถึงจะดุแต่ก็ไม่จริงจัง
“ไม่พลาดหรอกขอรับ พี่เวิร์ซพาโดดออกบ่อย” เด็กชายตอบเสียงซื่อ เงยหน้าส่งยิ้มกว้างจนตาหยี ทว่าคนฟังฟังแล้วนึกเคืองบุคคลที่สามขึ้นมาคร้ามครันจนต้องเอ่ยปากถามหาเจ้าตัว
“ไปตลาดขอรับ ออกไปหลังกัปตันครู่เดียว” พอรู้แน่ชัดว่าตัวต้นเรื่องไม่อยู่เขาก็เร่งสอนสั่งให้ระมัดระวังตัวมากกว่านี้เป็นการใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าคิดผิดหน่อยๆที่ปล่อยเด็กในปกครองไว้กับรองกัปตันเพราะตอนนี้เด็กชายเริ่มมีวี่แววเลือนรางว่าจะโตขึ้นมาเหมือนคนดูแล
หลังจากเทศนาจนเป็นที่พอใจแล้วเขาก็สั่งให้เทรฟไปตามรองกัปตันกลับมา เขามีเรื่องด่วนต้องเรียกประชุม รอจนเด็กชายวิ่งหายลับไปแล้วเซมิรามิสจึงหันไปตะโกนเรียกทุกคนบนเรือให้มาประชุมรวมกัน เรือของเขาลำเล็ก เน้นรวดเร็วว่องไว สมาชิกทั้งลำเรือก็มีอยู่เพียงห้าคนเท่านั้นเอง
“มีอะไรหรอวะไอ้คุณกัปตัน” เสียงตะโกนถามดังมาจากท้ายเรือ ชายหนุ่มเหลือบมอง ยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“อาจได้ออกทะเล” เขาว่า ดวงตาเปล่งประกาย “แต่ต้องลองคุยกันก่อนว่าพวกเจ้าจะยังไปกับข้าต่อรึเปล่า”
แสงอาทิตย์จับขอบฟ้าของวันใหม่ปลุกให้สมาชิกบนเรือตื่นอีกครั้ง กัปตันหนุ่มกึ่งก้าวกึ่งกระโดดข้ามความวุ่นวายบนเรือ ปากตะโกนบอกคนอื่นว่าจะไปธุระ ลงจากเรือได้ก็ก้าวเรื่อยๆอย่างไม่เร่งรีบครู่หนึ่งก็เห็นนายท่านอนเอกเขนกอยู่บนแคร่ไม้ยาวริมทะเล
“รามิส! มาให้คำตอบรึเปล่า” เสียงนายท่าตะโกนถาม เขาหัวเราะเล็กน้อยยามตอบ
“ใช่ ตกลงข้ารับงานนะ ว่าแต่ไหนล่ะ นายจ้างกระเป๋าหนักของเจ้า”
“เดี๋ยวก็มา ข้านัดนางไว้ที่นี้” อีกฝ่ายว่าพลางลุกขึ้นนั่งดีๆขณะที่คนฟังแอบมุ่นหัวคิ้วน้อยๆ
...นาง แปลว่าผู้หญิงรึนี้...
ไม่นานจากนั้นร่างของใครอีกคนก็ก้าวเข้ามาในคลองสายตา เขาจำได้แม่นทีเดียว แน่ล่ะก็เธอคือเด็กผู้หญิงคนที่เขาเจอเมื่อวาน เด็กหน้าตายกวนโมโหจนนึกอยากบีบคอเล็กๆนั้นใจแทบขาดทีเดียว
“นั้นไงมาพอดี” นายท่าลุกขึ้นยืน รอจนเด็กสาวเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆแล้วจึงเอ่ยแนะนำ “นี้กัปตันเรือที่ข้าบอกว่าจะติดต่อให้เจ้า เอาล่ะหมดหน้าที่ข้าแล้วที่เหลือก็ตกลงกันเองแล้วกัน ข้าขอตัว”
เซมิรามิสยืนกอดอก มองตามเพื่อนที่เดินหายออกไปจนแน่ใจว่าไกลพอแล้ว อาการลอบสำรวจจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยเด่นชัด คิ้วหนามุ่นเข้าหากัน ถึงจะหายหงุดหงิดไปแล้วแต่พอเจอตัวต้นเรื่องมายืนอยู่ต่อหน้าอารมณ์กรุ่นๆก็ดูจะกลับมาได้ง่ายจนน่าประหลาดใจ
“ตกลงว่าจะเอาอย่างไร” เขาถาม น้ำเสียงกวนโมโหยิ่งนัก เด็กสาวเพียงเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงถาม ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทไม่ต่างจากครั้งแรกที่เจอ มองดูแล้วก็น่าสงสัย บางทีเธอคงจำเขาไม่ได้
“ข้าหมายถึง เจ้าจะจ้างให้ข้าพาเจ้าไปเกาะเคอร์...ถูกไหม?” เขาถามอีกครั้ง เด็กสาวก็เพียงพยักหน้า
...ให้ตายเถอะ! จะมีปฏิกิริยามากกว่านี้ไม่ได้รึไง...
“ทำไมถึงนึกอยากไปเกาะอันตรายแบบนั้น” กัปตันเรือยังคงพยายามสานต่อบทสนทนา ในเมื่ออนาคตยังต่อร่วมงานกันอีกไกล อีกอย่างเขาก็ข้องใจ เด็กสาวอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดคนนี้คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งเล่นแล้วรึไงกัน
“...ไม่ได้อยากไป...แต่ต้องไป” เสียงตอบจากสวรรค์ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่เขาเลย
“ก็แล้วทำไมต้องไป...วะ! ให้ตายเจ้านี้ยังกวนโมโหเหมือนเดิม”
ดวงตาสีซีดนิ่งเฉย น้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าก็ดื้อด้านเหมือนเดิม”
ชายหนุ่มอ้าปากค้าง ยกมือขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ...ตกลงว่าเธอจำเขาได้ใช่ไหม!...
“เจ้าจำข้าได้!” เขาร้องถาม “แล้วตกลงเจ้าทำอะไรกับปีศาจนั้น”
เด็กสาวถอนหายใจยาวเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง มือวางถุงผ้าใบใหญ่สำหรับเดินทางลงข้างตัวแล้วจึงว่า “ข้าไม่ได้ทำ...หิ้วถุงนั้นไปด้วยล่ะ”
“ทำไมข้าต้องหิ้วให้เจ้า” เซมิรามิสย้อน ตอนนั้นเองดวงตาสีซีดที่เคยเรียบสนิทกลับปรากฏประกายหนึ่งขึ้นมา รอยของคนเหนือกว่า คนชนะ
“เพราะข้าเป็นนายจ้าง...เจ้าเป็นลูกจ้าง”
ชายหนุ่มอ้าปากพะงาบๆก่อนจะจำใจคว้าถุงผ้าขึ้นมาแล้วออกเดินนำไป ใบหน้าบูดบึ้ง ทำได้เพียงระบายอารมณ์กับส้นเท้าหนักๆ หูแว่วเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอข้างหลังก็ยิ่งนึกโมโห
...อย่าให้ถึงทีของเขาบ้างก็แล้วกัน!!...
เสียงฝีเท้ากระทบไม้พาดขึ้นเรือเรียกให้สายตาของคนที่ยืนพิงกาบเรืออยู่หันมามอง ทีแรกหมายจะเอ่ยทักทายกัปตันเรือทว่าเมื่อเห็นสภาพเขาก็เปลี่ยนใจหุบปากฉับ กลั้นหัวเราะให้เหลือเพียงเสียงกุกกักในลำคอ
จากกัปตันเรือหนุ่มอนาคตไกล ท่วงท่าสง่าผ่าเผยอย่างที่สาวๆชอบโผมาสบบ่า ตอนนี้ผมสีอ่อนที่ปกติก็ไม่ค่อยเป็นทรงยิ่งยุ่งเหยิงหนักขึ้นไปอีกจากอากาศร้อนและเหงื่อเหนียวเหนอะ ใบหน้าคมคายบูดบึ้ง ตาคมดุเริ่มฉายแสงวาวๆคล้ายพร้อมจะฆาตกรรมใครที่หลุดวาจาไม่ถูกหู บนบ่ามีถุงผ้าใบโต ท่าทางจะหนักเอาเรื่องเหมือนกัน
...ที่สำคัญ คือมันช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากเสียจริงๆ
“กลับมาแล้วหรือขอรับกัปตัน” คนตัวโตบนเรือเอ่ยกลั้วหัวเราะ ส่งมือไปช่วยฉุดอีกฝ่ายก้าวขึ้นมายืนข้างกัน ไม่ลืมรับมือหญิงสาวด้านหลังพาก้าวขึ้นเรือด้วย
“เออ” เสียงตอบไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงส่งผลให้คนฟังเริ่มส่งเสียงกุกกักในลำคอ ตาคมๆถึงปรายไปมอง มีประกายดุเด่นชัด
“แล้วท่านหญิงข้างหลังนั้นใครกัน” เขาไพล่เปลี่ยนเรื่องหนีเสียก่อนจะโดนคาดโทษไปมากกว่านี้ ดวงตาสีมรกตกวาดมองอย่างสังเกตทว่าไม่มีประกายจาบจ้วงหยาบคาย
“อย่าทำเจ้าชู้แถวนี้” กัปตันวางถุงผ้าลง ท่าทางยังไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “นี้นายจ้าง”
“อ้อ” ลูกเรือขานรับก่อนจะโค้งตัวลง ถูกต้องตามแบบแผนทุกประการ “ข้า เวิร์ซ...เวิร์ซ เซลเตอร์ เป็นเกียรติ์อย่างยิ่งที่ได้รับใช้ ท่านหญิง”
เด็กสาวก้มหัวลงตอบรับ ระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตอีกฝ่าย ชายหนุ่มตัวสูงไล่เลี่ยกับกัปตันเรือ ผมสั้นสีกาแฟจัดเข้าทรงเรียบร้อย ดวงตาสีเขียวใสมีประกายสนุกสนาน ผิวคร้ามแดดอย่างคนเรือ ทว่าแลดูเนี้ยบ แปลกดีที่คนลักษณะนี้เป็นลูกเรือ
“แนะนำตัวทีเดียวเลยก็ดี” เซมิรามิสพึมพำก่อนจะหันไปเรียกสมาชิกบนเรือ ผู้ชายสามคนค่อยๆโผล่ออกมาจากมุมต่างๆ ชายหนุ่มผิวดำ ตัวสูงใหญ่ราวกับยักษ์เดินมาจากหัวเรือ คนตัวเล็กกว่า ผิวขาวเนียนมาจากท้ายเรือกับเด็กชาย
“นี้ผู้ว่าจ้างของเราคราวนี้” เขาผายมือมาทางเธอแล้วจึงแนะนำลูกเรือให้รู้จัก เด็กสาวกวาดตามองตาม อดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆเมื่อกัปตันเรือสะกิด รู้สึกตัวขึ้นมาว่าตนต้องทำอะไร
เธอย่อกายลง ไม่แสดงอาการหวาดกลัวใดให้เห็น สีหน้ายังคงเรียบเฉยเช่นปกติ มีเพียงมือที่กุมไว้แน่นเย็นเฉียบทั้งยังสั่น “เออร์รีน เซเพล รบกวนทุกท่านด้วย”
“เอาล่ะหมดธุระแล้วก็ไปทำงานกันต่อ ส่วนเจ้าตามข้ามา” กัปตันก้มลงคว้าถุงผ้ามาถือให้อย่างรู้หน้าที่แล้วจึงออกเดินนำ ระหว่างนั้นเขาก็แนะนำเรือให้ฟังคร่าว เขาว่ามันแบ่งได้สามส่วนใหญ่ๆ ประกอบด้วยส่วนของกระโดงเรือ ดาดฟ้าเรือและท้องเรือ ส่วนสำคัญที่เธอควรรู้จักคือท้องเรือ ท้องเรือแบ่งออกมาได้อีกสองส่วนคือส่วนของโกดังเก็บสินค้าและส่วนที่อยู่อาศัย
รามิสนำเออร์รีนเข้ามาในท้องเรือ ชี้แนะนำห้องต่างๆที่มีแค่สี่ห้าห้องก่อนจะเปิดประตูห้องสุดท้ายแล้ววางถุงผ้าไว้ให้ในห้อง
“นี้ห้องของข้ากับเวิร์ซ ข้ายกให้เจ้าเดี๋ยวข้ากับเจ้านั้นจะมาเอาของทีหลัง พักให้สบายพรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง”
เด็กสาวมองตามร่างสูงที่ก้าวออกจากห้องทั้งยังปิดประตูตามให้เรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉยพลันเกิดรอยยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายชื่นชมขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะจางหาย เลือนรางจนแทบไม่อาจจับได้
‘เขาก็เป็นสุภาพบุรุษดีนะรีน’ เสียงหวานดังขึ้นไม่พอเจ้าของเสียงยังโผล่ศรีษะออกมาท่ามกลางหมอกดำ รอยยิ้มรู้ทันฉายกว้าง เมื่ออีกฝ่ายยังนิ่งเฉยจึงเอ่ยต่อ ‘เจ้าเกิดชอบเขาขึ้นมาบ้างรึเปล่า’
เออร์รีนมุ่นหัวคิ้ว ไตร่ตรองความรู้สึกตามจริง จริงจังจนดูราวกับถกปัญหาระดับชาติ “ควรว่าชื่นชมมากกว่า...หรืออาจว่าอิจฉาก็คงได้”
ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้สึกหรือไม่แต่ยามที่เซมิรามิสเอ่ยเล่าเกี่ยวกับเรือของตนน้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิ ชายหนุ่มมีรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก เพียงฟังก็ทราบชัดว่าเขารักเรือลำนี้มากเพียงใด ทั้งที่มันเป็นเพียงเรือลำเล็ก ไม่ได้หรูหรางดงาม เธอเคยเห็นเรือลำที่ใหญ่โตงดงามกว่านี้มาก็มากแต่ไม่มีเรือลำใดที่ ‘งดงามในความรู้สึก’ ได้เท่าเรือลำนี้
และนั้นก็อาจเป็นสาเหตุให้เด็กสาวลอบอิจฉาอีกฝ่าย เธอไม่เคยมีความภาคภูมิใจใดเช่นที่เขามี ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเกิดมาทำไม แล้วถ้าหมดเรื่องของโอฟิเลียแล้วเธอจะอยู่ไปเพื่ออะไร เออร์รีนอิจฉาเป้าหมายชัดเจนที่ชายหนุ่มมี อิจฉาความอิสระราวกับนกที่โผบินไปตามกระแสลม
“เลิกสนใจเรื่องนี้ได้แล้ว...ข้าว่าข้าเคยบอกเจ้าแล้วนะ” เด็กสาวว่า หันไปสนใจถุงผ้าแทน “เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ เจ้าต้องเหนื่อยอีกหลายครั้งทีเดียว”
|




คอมเมนต์คอมเมนต์
อย่าลืมมาต่อนะ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds