จำนวนคนในระบบ
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| Mega Flood : เรื่องเล่ามหาอุทกภัย : ตอนที่ 4 (บทความ) |
|
| ห้องวรรณกรรม - มุมเรื่องสั้น/บทความ |
| เขียนโดย ธาราสินธุ์ |
| วันอังคารที่ 24 มกราคม 2012 เวลา 19:26 น. |
|
ตอนที่ 4 บทเรียนใหม่ๆ มักจะมาพร้อมกับบททดสอบของความอดทน สิ่งสำคัญคือ “เราต้องไม่ท้อถอย” หลายสัปดาห์ที่ต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพหัวหิน ระหกระเหินเปลี่ยนที่นอนจนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปนอนที่ไหนมาบ้าง เหมือนแม่นกขมิ้นเหลืองอ่อนค่ำไหนนอนนั่นที่เพลงร้องเอาไว้ไม่มีผิด และทุกครั้งที่ล้มตัวนอน ความรู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงที่นอนอบอุ่นแสนสบายก็จะผุดขึ้นมาย้ำเตือน ยอมรับว่าคิดถึงบ้านจนบอกไม่ถูก อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเหมือนอยู่บ้าน ได้แต่นับวันนับคืนรอให้ถึงวันที่จะกลับเข้าบ้านได้ แม้ว่าการรอนั้นจะไม่มีกำหนดแน่นอนตายตัว ไม่รู้แม้แต่ว่าน้ำจะลดลงวันไหน ทุกครั้งที่โทรเข้ามาสอบถาม จะได้ยินคำตอบแต่เพียงว่า “น้ำขึ้นครับท่าน” แต่ก็ยังเฝ้ารออย่างมีความหวัง แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจอีกครั้ง ความคิดที่จะอยู่กับน้ำเริ่มย้อนกลับเข้ามาในสมอง พยายามขุดหาคำพูดดีๆ มาสนับสนุนความคิดของตัวเอง “เมื่อสู้ไม่ได้ ก็จงยอมเป็นพวกมันเสีย” ในเมื่อต้านน้ำไม่อยู่ ก็จงอยู่กับน้ำเสียเลย คิดได้แบบนั้น ธาราสินธุ์จึงย้อนกลับเข้าบ้านอีกหน แต่ก่อนเข้าก็ต้องมีการเตรียมการกันหน่อย อะไรที่ใครบอกว่าดีเป็นต้องจัดเตรียมซื้อหา และพยายามขนเข้าบ้านให้ได้มากที่สุด ในช่วงน้ำท่วมแบบนั้นการเข้าออกทำได้ไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นมีแรงขนเท่าไหร่ต้องเข็นออกมาใช้ให้หมด ดูจากการกลับเข้าบ้านในคราวแรกนั่นประไร เล่นเอาเแทบหมดกำลังใจ ยังทีที่ข้าวของที่เคยเตรียมไว้ในบ้านยังพอมี มหกรรมการขนคราวนี้จึงไม่นับว่าสาหัส สารส้มสองกิโลกรัมฟังดูเหมือนจะไม่หนัก แต่พอรวมกับสัมภาระที่แบกอยู่เป็นประจำ แถมต้องถือเป็นระยะทางไกลๆ ขึ้นรถลงเรือ ไหนจะต้องเดินเท้าอีก ของที่ว่าไม่หนักกลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังพยายามดั้นด้นแบกจนถึงบ้าน ซึ่งก็มืดค่ำตามเคย สภาพบ้านดูแยกกว่าคราวแรกมาก เพราะน้ำในบ้านเริ่มเน่า อุปกรณ์กันน้ำเข้าบ้านที่ทำไว้ตอนแรก กลายเป็นสิ่งกีดขวางทำให้น้ำท่วมขังที่ท่วมขังในบ้านเริ่มเน่า ต้องรีบกำจัดออกไปเป็นอันดับแรก แต่ก็ติดที่มืดค่ำแล้วเลยทำเพียงแค่โยนสารส้มไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้าน กับสาดน้ำ EM ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนบ้าน แล้วเข้านอนรอเวลาลงมาสำรวจอีกครั้งในตอนเช้า สภาพบ้านในตอนกลางวันดูแย่ไม่ต่างจากตอนกลางคืนสักเท่าไหร่ สารส้มที่โยนไว้ก็ยังไม่แสดงผล แต่กลิ่นเหม็นๆ ตอนแรกเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัดเพราะน้ำ EM นอกระเบียงบ้านมีซากศพยุงตายเกลื่อน ชวนให้ขนพองสยองเกล้าเวลานึกถึงว่าถ้าเราเกิดถูกมันรุมกัดในคราวเดียว มีหวังได้นอนตายอยู่ตรงนั้นเพราะเลือดหมดตัว ขณะที่กำลังเพลินอยู่กับการพิจารณาซากยุง จู่ๆ ภาพของระบบนิเวศน์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเป็นเล่นไปขนาด ‘ยุง’ พอตายยังเป็นประโยชน์ให้นกกระจอกได้มาจิกกินเป็นอาหารได้เลยนะนี่ นึกแล้วก็อดขำไม่ได้ คนเรานี่แปลก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มักจะเก็บมาคิดได้สารพัด อยู่ทีว่าสิ่งที่คิดจะเป็นในทางกุศลหรืออกุศลเท่านั้น ระเบียงบ้านที่คิดเอาไว้ว่าต้องออกแรงกวาดกลับสะอาดลงได้ในพริบตาเพราะเหล่านกกระจอกที่มาจิกกินซากยุง ต้องขอบคุณบรรดานกน้อยที่มาช่วยเราประหยัดแรงกวาด เวลาสองวันกับสามคืนหมดลงไปอย่างรวดเร็ว กับการพยายามกำจัดขยะที่ลอยอยู่เต็มบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนิตยสารที่จมน้ำจนกลายเป็นเศษกระดาษเน่าๆ นอกจากแกะพวกอุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าบ้านที่แปะอยู่รอบๆ กับโกยขยะทิ้งแล้วนอกนั้นก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี จะหยิบจับทำอะไรก็ไม่ถนัดเพราะน้ำยังอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด สุดท้ายก็เลยต้องกลับออกมาพร้อมกับภาพความบอบช้ำของบ้านแสนรัก เป็นอันว่าความคิดที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านต้องพับเอาไว้ก่อน แล้วกลับไปวางแผนใหม่ว่าจะต้องทำอย่างไร ถึงจะอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยน้ำแบบนั้นได้จริงๆ สองสัปดาห์ต่อมาธาราสินธุ์ก็กลับเข้าบ้านไปอีกครั้ง ตลอดเส้นทางที่ผ่าน ผู้คนต่างก็พากันสัญจรไปมาด้วยพาหนะที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นว่าจะมาแล่นอยู่บนถนน ซึ่งก็คือเรือสารพัดแบบ ทั้งที่เป็นเรือจริงๆ หรือแม้แต่เรือที่ประยุกต์จากสิ่งของสารพัดชนิด ความคิดที่จะซื้อเรือจึงแล่นเข้ามาในหัว และรีบค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตทันที แล้ววันต่อมาธาราสินธุ์ก็มีเรือลำน้อยเป็นของตนเองจนได้ ตอนคนขายเอาเรือมาส่ง ก็สอบถามถึงวิธีการใช้ แต่เนื่องจากเป็นเวลาค่ำจะทำอะไรก็ยากเลยต้องรีบถามรีบจบแล้วเอาเรือเข้าบ้าน แล้วธาราสินธุ์ก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งทียากกว่าการขับเรือก็คือการสตาร์ทเครื่อง ระหว่างทางที่นำเรือเข้าบ้าน เหลืออีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงบ้าน หางเสือที่ใช้บังคับเรือดันเบี้ยวทำให้หัวเรือหันเข้าหารั้วบ้านคนอื่น ต้องพยายามเบนกลับแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำไปทำมาเครื่องเรือดับ รอบตัวมืดสนิทมีเพียงแสงเล็กๆ ที่ลอดจากบ้านที่อยู่ไกลๆ พยายามจะสตาร์เครื่องเรืออีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้ายุงตัวร้ายพากันรุมกัดแบบไม่ยั้ง เลยต้องล้มเลิกความคิดที่จะสตาร์ทเครื่องเรือแล้วเปลี่ยนมาใช้พายแทน เกิดมาในชีวิตก็เพิ่งพายเรือแบบจริงๆ จังๆ กับเขาก็คราวนี้ พายเรือนั้นไม่ยาก แต่พายให้ตรงนี่สิที่ธาราสินธุ์ไม่เคยรู้ว่าเขาต้องพายกันอย่างไร แต่ก็พยายามจ้วงพายไปชนิดที่เฉไปเบี้ยวมากว่าจะถึงบ้าน พอถึงหน้าบ้านก็จัดการวางไม้พายและพยายามเอื้อมจับขอบเสา ขอบรถพยุงเรือเข้าบ้าน และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดเมื่อเรือเกิดเอียงวูบ ธาราสินธุ์เพิ่งจะเคยพายเรือเป็นครั้งแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องทรงตัวอย่างไร ความที่ไม่รู้ทำให้เอียงตัวตามเรือ ผลคือเรือล่มข้าวของจมหมดเป้ใส่ของ น้ำดื่มที่เพิ่งซื้อมา 1 โหล ทั้งเรือทั้งเครื่องยนต์เรือจมน้ำเกลี้ยง ของอย่างแรกที่คว้าขึ้นมาจากน้ำก็คือเป้ซึ่งใส่โทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์เอาไว้ ของอื่นจมน้ำคงไม่เป็นไร แต่ต้องไม่ใช่โทรศัพท์แน่ หลังจากโยนเป้ขึ้นไปบนหลังคารถ ธาราสินธุ์ก็หันมาคว้าเรือที่เต็มไปด้วยน้ำ หนักแสนหนักแต่ก็พยายามยกขึ้น หาทางยกเครื่องเรือให้พ้นน้ำ ถึงตอนนี้ไม่ต้องบอกก็คงนึกออกถึงสภาพที่เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด สายตากวาดมองไปรอบๆ ตัวหาอุปกรณ์มาช่วยหนุนเป็นฐานรองให้เรือพ้นน้ำ กระป๋องน้ำพลาสติกขนาดกลางคือเป้าหมาย แม้จะอยู่ห่างไปไม่เท่าไหร่ แต่ระยะก็เกินกว่ามือจะเอื้อมถึง ที่สำคัญคือถ้าต้องวางเรือลงเพื่อลุยน้ำไปหยิบกระป๋อง อีตอนยกขึ้นเห็นทีจะไม่ไหว ดังนั้นอวัยวะที่ยาวกว่าแขนจึงต้องรับบทหนักขาข้างหนึ่งถูกใช้เป็นฐานชั่วคราวสำหรับวางเรือ พยายามทรงตัวขณะที่ขาอีกข้างเอื้อมไปเขี่ยกระป๋องให้เข้ามาใกล้และใช้เป็นฐานวางท้ายเรือให้พ้นน้ำได้สำเร็จ จากนั้นก็รีบวิ่งแจ้นไปอาบน้ำโดยเร็ว เป็นครั้งแรกที่คิดว่ามนุษย์อย่างเราๆ น่าจะมีมือเยอะๆ ยาวๆ เหมือนปลาหมึก เวลาที่ต้องเอื้อมหยิบจับอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันจะได้ง่ายๆ หน่อย การมีเรือไว้ใช้เข้าออกหมู่บ้านทำให้หนทางที่จะอยู่กับสภาพน้ำท่วมบ้านเริ่มเป็นไปได้มากขึ้น เมื่อรถยนต์ที่มีไม่สามารถนำมาใช้ได้การมีเรือสักลำไว้ใช้งานจึงเป็นทางออกที่เข้าท่าพอควร สัปดาห์ต่อมาจึงเป็นเวลาที่ธาราสินธุ์ตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้าน และได้เรียนรู้กับคำว่า “อดทน” ขนานแท้ เพราะแม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางในทุกๆ วัน แต่ทันทีที่กลับถึงบ้านงานปรับปรุงสภาพบ้านให้สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างใกล้เคียงปกติให้มากที่สุดก็รออยู่ ในช่วงเวลนั้นเรื่องดีเพียงเรื่องเดียวที่มีให้เห็นในทุกวันก็คือระดับน้ำได้ค่อยๆ ลดลงไปทีละน้อย และแม้ว่าภายในบ้านจะยังมีน้ำอยู่แต่ก็ไม่ได้เน่าเสียเหมือนในตอนแรก กระบวนการกำจัดน้ำเสียนับว่าได้ผล และการไล่ออกจากบ้านก็ทำได้มากขึ้นเมื่อน้ำลดลงไปเรื่อยๆ จนพ้นขอบประตูบ้าน มหกรรมการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้น และดำเนินไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่มีเข้ามาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวิธีการทำความสะอาดบ้าน ทุกครั้งที่สามารถทำให้กำแพงกลับมาขาว แม้ว่าจะไม่เหมือนเดิมแต่ก็นับว่าดีขึ้นมาก สร้างความภูมิใจและความสุขให้เพิ่มพูน พื้นมอมแมมค่อยๆ สะอาดขึ้นในทุกครั้งที่กวาดถู เชื้อราตามผนังที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะเพียรกำจัดมันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนกระทั่งค่อยๆ ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ทุกสิ่งที่ในแต่ละวันทำก่อให้เกิดความรู้สึกรักบ้านมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความเหน็ดเหนื่อยถูกขจัดด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นเลย นอกจากตัวเราที่ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ การมองข้ามสิ่งที่ควรมองข้าม การละทิ้งสิ่งที่สมควรละทิ้ง นับเป็นอีกขั้นหนึ่งของการฝึกให้เราทำในสิ่งที่สมควรทำ ชีวิตต้องเดินหน้าและเรามีหน้าที่ที่ต้องทำให้บ้านกลับมาน่าอยู่อีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยหากว่าเราจะได้ทำความรู้จักกับคำว่าปล่อยวางและทำใจ นึกขอบคุณโชคชะตาที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้กับคำสองคำนี้ คำที่แม้จะฟังดูธรรมดาแต่ปฏิบัติไม่ง่ายเลย หากไม่มีเหตุการณ์มหาอุทกภัยคราวนี้ มีหรือที่เราจะได้เผชิญกับสิ่งต่างๆ และได้เรียนรู้ที่จะละวางทุกสิ่ง รวมทั้งบทเรียนสำคัญคือ บทเรียนของความอดทนและบากบั่นอย่างชนิดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอะเจอในชีวิตนี้ |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 มกราคม 2012 เวลา 21:59 น. |




คอมเมนต์คอมเมนต์
อ่านบทความตอนนี ้แล้ว รู้สึกแบบนี้เลย ค่ะ ดีใจที่ผ่านมาได ้ ติดตามตอนทำความ สะอาดต่อ อิอิ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds