จำนวนคนในระบบ
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| (เรื่องสั้น) Mega-flood : ปีศาจ |
|
| ห้องวรรณกรรม - มุมเรื่องสั้น/บทความ |
| เขียนโดย ลายสังข์ |
| วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2012 เวลา 20:34 น. |
|
Mega – Flood : ปีศาจ โดย ลายสังข์ [ร่วมโรงการเรื่องสั้นโดนใจประเภทเรื่องสั้น]
ฉันเคยได้รับหนังสือคำทำนายตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งทำนายว่า เดือนตุลาคม ปี 2554 จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ – ซึ่งปัจจุบันเกิดแล้ว 50 จังหวัดจะจมบาดาล – ขณะนี้จมไป 46 จังหวัด กรุงเทพกำลังจะเสียเมืองให้พระแม่คงคา จะเกิดโรคระบาดติดต่อกันอีก 2 เดือนหลังจากนั้น – ขณะนี้เริ่มมีโรคระบาดที่มากับน้ำแล้ว และปีศาจจะมาเคาะประตูบ้าน... อา...ปีศาจ...ฉันสงสัยมาตลอดว่าปีศาจคืออะไร พ่อค้าที่พากันขึ้นราคาของอย่างหน้าเลือดนั่นหรือคือปีศาจ โจรที่ชอบมาขโมยของบนบ้านว่างเปล่าของผู้ประสบภัยที่อพยพหนีน้ำ นั่นใช่ปีศาจหรือเปล่า ฉันได้แต่คิดและคิด ทว่าบัดนี้ฉันได้เผชิญหน้ากับมันแล้ว! ***** ฉันกำลังขับรถไปตามทางด่วนบูรพาวิถี ที่ถูกน่าจะเป็น ‘บึ่งหน้าตั้ง’ จากชลบุรีเข้ากรุงเทพ ในทันทีที่ได้ยินข่าวว่าน้ำที่ท่วมมาแรมเดือน กวาดพื้นที่เกือบครึ่งประเทศ กำลังจะมาถึงบ้านในกรุงเทพของฉันในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ ถึงจะรู้ว่าตอนนี้บางที่ประกาศเตือนแล้วแต่น้ำไม่มา บางที่ไม่ประกาศน้ำดันมา อยู่ในอาการเคว้งคว้างหันหน้าไปฟังใครไม่ได้ แต่สำหรับฉัน กันไว้ดีกว่าแก้ นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 12.00 น. ฉันเริ่มเป็นกังวลจนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาน้องชายซึ่งควรจะออกจากบ้านที่กทม.มาอยู่บ้านพ่อแม่ที่ชลบุรีได้แล้ว “ฮัลโหล อยู่ไหนแล้วฟลุค” “อยู่บนรถทัวร์ กำลังจะกลับบ้านที่ชลแล้วพี่แฟร์” เสียงน้องตอบกลับมา “ดีแล้ว เขาว่าน้ำจะเข้ากทม. ในอีก 24 ชั่วโมง เก็บของดีหรือยัง” “เก็บแล้ว” โล่งอก! น้องชายฉันเก็บของเรียบร้อยแล้ว แต่ก็นั่นละ ตามประสาผู้ชาย ทำอะไรไม่เคยเรียบร้อย ที่บึ่งเข้ากทม.เพื่อที่จะ ‘เก็บตก’ ข้าวของอีกสักรอบคงไม่ใช่ความกังวลที่เกินจริง ทันทีที่เข้าเขตเมืองหลวงของประเทศ รถขาเข้าก็บางตาลงอย่างน่าใจหาย ทุกๆทางขึ้น-ลงทางด่วนมีแต่รถที่ขึ้นมาจอดหนีน้ำ บางคันถูกถอดล้อแม็ก ถอดยางอะไหล่ไปหมด ทันทีที่ลงด่วนที่พัฒนาการ ฉันก็พบว่ากรุงเทพตอนนี้มีสภาพเหมือนเมืองร้าง ถนนทั้งสายมีรถวิ่งอยู่แค่ไม่กี่คัน ร้านรวงปิดเงียบ ฟุตบาทโล่งไร้ผู้คน ทำเอาอดหนาววาบขึ้นมาตามแนวสันหลังไม่ได้ ฉันหยิบหนังสือคำทำนายชะตากรรมโลกขนาดเท่าหนังสือสวดมนต์ที่พกติดรถมา 2-3 ปีขึ้นมา แล้วใส่มันลงไปในกระเป๋าเสื้อ หวังว่าวันนี้คงไม่ใช่วิกฤตการณ์ที่จะทำให้ปีศาจออกมาเพ่นพ่านตามคำทำนาย ถึงมันจะดูคล้ายอย่างน่าใจหายก็ตาม ทันทีที่รถแล่นข้ามสะพานคลองตัน ฉันเป็นต้องชะโงกดู เคยโทรถามกรมชลประทานแล้วเขาว่าคลองตันยังรับน้ำได้อีก 15 ซม. รวมคันกั้นน้ำอีก 30 ซม. แต่ดูยังไงก็ปรี่ปริ่มทำเอาใจตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่นานนักฉันก็มาถึงบ้านบนถนนสุขุมวิท 71 เพื่อนบ้านบางคนเริ่มกั้นกระสอบทราย บางคนซื้อหาเรือมาเตรียมไว้ แต่บ้านของฉันไม่ได้เตรียมของพวกนั้นเลย ฉันเพียงแต่วางแผนไว้กับน้องชายว่าจะต้องขนอะไรขึ้นไปบนชั้นสองบ้างเท่านั้น การมา ‘เก็บตก’ ของฉันในวันนี้ไม่มีใครรู้ พ่อแม่และน้องคิดว่าฉันนั่งทำงานสบายอยู่ในออฟฟิส ฉันจอดรถหน้าบ้าน ภาพแรกที่สายตาสัมผัสคือถุงขยะกองใหญ่ที่วางไว้ในโรงรถ ฟลุ๊คลืมทิ้งขยะ นั่นทำเอาฉันนึกฉุนขึ้นมาติดหมัด ก็แล้วถ้าน้ำมันมา ขยะก็เน่าลอยคุ้งอยู่ในโรงรถนะซิ พรึบ! อยู่ๆเหมือนมีเงาประหลาดทาทาบพื้นปูนเหมือนกับมีอะไรบางอย่างร่อนถลามาในอากาศ ทั้งที่โรงรถมีเพดานเตี้ยและฝาสามด้านมิดชิด ไม่มีทางที่สิ่งซึ่งมีร่างกายจะโฉบฉันไปได้โดยมองไม่เห็นตัว หรือว่ามันคือ...ปีศาจ! เร็วเท่าความคิดฉันรีบวิ่งออกนอกโรงรถมุ่งไปยังประตูเข้าสู่ตัวบ้าน สัมผัสของพลังงานประหลาดบอกชัดว่ามีอะไรบางอย่างกำลังตามฉันมาติดๆ และพวกมันคงคว้าตัวฉันให้จมดิ่งสู่ความดำมืดของพวกมันไปแล้ว หากสองขาไม่พาร่างมาถึงประตูเสียก่อน แอ๊ด! ปัง! ฉันกระแทกบานประตูกับวงกบ ลงกลอนแน่นหนา ในขณะที่เงาดำประหลาด เกาะลามตามกระจกฝ้าเหนือบานประตู มือสั่นเทาของฉันรีบคว้าคำทำนายมาเปิดอ่าน และมันก็เขียนไว้ว่า ‘ปีศาจจะมาเคาะประตูบ้าน ท่านจะเชื้อเชิญพวกมันเข้ามา ทุกคนต้องอยู่แต่ในบ้าน เพราะปีศาจจะมาในทุกรูปแบบ มันอาจจะมาในร่างของญาติท่าน พี่น้องท่าน หรือคนที่ท่านรัก จงอย่าเปิดประตูรับผู้ใดเป็นอันขาด’ แค่อยู่แต่ในบ้านก็ปลอดภัย...นั่นทำให้ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก พอหายใจทั่วท้องแล้วฉันจึงเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆบ้าน...นี่มัน...อะไรกัน! น้องฉันมันเล่นเก็บแต่ของๆมัน ซึ่งก็คือการหิ้วแต่โน้ตบุ๊คส์ตัวเดียวกลับชลบุรี แถมข้าวของที่ฉันเก็บขึ้นไปบนชั้นสองเมื่อสัปดาห์ก่อน ไมโครเวฟเอย ไทรทัศน์เอย ทุกอย่างมันกลับลงมากองที่ชั้นหนึ่ง! ไฟโทสะในใจฉันมันลุกโหม โกรธจนเนื้อตัวสั่นไปหมด ตอนนั้นเงาประหลาดก็ดูเหมือนจะชูช่อลามเลียประตูเหมือนไม้ที่เลื้อยรัดตัวบ้าน แต่ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะได้เล่นงานไอ้เด็กบ้านั่นให้สะใจเสียก่อน “ฮัลโหล” ฉันกรอกเสียงลงไปในมือถือแทบจะในทันทีที่กดเบอร์เสร็จ “ทำไมของที่พี่เก็บเมื่ออาทิตย์ที่แล้วถึงลงมาอยู่ข้างล่างหมดฮะ ไอ้ฟลุ๊ค” “เออน่า มันไม่ท่วมหรอก” คำตอบของมันทำเอาโทสะพุ่งจนปวดหัวจี๊ด “ก็แล้วถ้ามันท่วมจะทำยังไง ตอนที่ไฟไหม้บ้านพี่อยู่ที่นี่ ในขณะที่แกนั่งเรียนหนังสือสบายอยู่เมืองนอก พี่รู้ว่าวิกฤตการณ์แบบนี้เราจะต้องรักษาข้าวของให้เหลือรอดมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้ตั้งตัวได้เร็ว ทีวี ตู้เย็น ดีวีดี ของทุกอย่างมันต้องใช้เงินซื้อมานะ รู้หรือเปล่าว่าพี่ทรุดไปเกือบสามปีกว่าจะมีอย่างที่แกเห็นทุกวันนี้นี่น่ะ พี่ไม่มีเงินแล้วนะ พี่สร้างใหม่ไม่ไหวแล้ว มันเหนื่อยเข้าใจไหม” ฉันสาดอารมณ์ใส่น้องชาย ในขณะที่เงาดำทะมึนงอกงามไปตามผนังด้านนอกของตัวบ้านราวกับไม้ได้ปุ๋ย “เอออย่าบ่นน่า เดี๋ยวถ้ามันท่วมฟลุ๊คซื้อให้ใหม่เอง ทั้งหมดนั่นแหละ โอเคป่ะ” “แกมีปัญญาเหรอ แค่ค่าน้ำค่าไฟยังมาขอพี่เลยน่ะ พี่ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนนะ เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา เหนื่อยเป็นท้อเป็น พี่สร้างไม่ไหวแล้วนะ ทำไม่ไหวแล้...” แคล็ก! อยู่ดีๆเด็กบ้านั่นก็วางหูโทรศัพท์ใส่ฉัน เนื้อตัวฉันร้อนผ่าวเพราะความเดือดดาล เลือดแทบจะเดือดพล่านเหมือนน้ำในกระทะทองแดง และถ้าความโกรธ ความเกลียดชัง และความแค้นเป็นเหมือนเลือดก้อนดำๆ ฉันคงกระอักมันออกมากองโต ตลอดเวลาที่ฉันถูกโมหะจริตครอบงำ เสียงประตูก็ลั่นดัง ปัง! เหมือนกับถูกกระแทกมาจากด้านนอก ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดอีกนอกจากเงาทะมึนของปีศาจ ทว่าฉันกลับทำแค่ยกหูโทรศัทพ์มือถือ เด็กนั่นไม่มีทางหาเงินมาซื้อของในบ้านทั้งหมดได้หรอกถ้ามันไม่ขอเงินพ่อกับแม่ ฟลุ๊คเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเสียด้วย แต่ก็เป็นฉันนี่แหละที่จะทำให้มันต้องควักกระเป๋าเองให้ตงได้ “ฮัลโหล พ่อ ฟลุ๊คมันเอาของที่แฟร์เก็บไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วลงมาข้างล่างหมดเลย หม้อหุงข้าว เครื่องเล่นศีดี โทรททัศน์ คอมพิวเตอร์ ทุกอย่างเลยพ่อ” “ก็ของมันต้องใช้นี่ลูก น้องจะอยู่มาตั้งอาทิตย์หนึ่งได้ยังไงถ้าไม่ได้ใช้ของพวกนี้” พ่อพูดใจเย็น แต่นั่นกลับทำให้ฉันโมโหจนลมแทบออกหู “น้ำจะเข้าในอีก 24 ชั่วโมงแล้วนะพ่อ แฟร์ไม่มีแรงจะเก็บของแล้วด้วย” “เออมันไม่ท่วมหรอกน่ะ” ประโยคที่ฉันเกลียดที่สุดออกมาจากปากพ่อ เพราะคิดแต่ว่าไม่ท่วมๆ แล้วถ้ามันท่วมขึ้นมาจริงๆ คนที่ต้องรับกรรม ต้องบากบั่นก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ก็ไม่พ้นฉัน “ถ้ามันท่วมขึ้นมา หนูไม่มีเงินซื้อข้าวของใหม่แล้วนะ ให้ฟลุ๊คมันซื้อเอง พ่อกับแม่ไม่ต้องช่วยมันล่ะ เดี๋ยวพ่อก็ใจอ่อนซื้อให้มันอีก” “เอ้อ! ไอ้เราน่ะมันวิตกจริต น้ำมันไม่ท่วมหรอกน่ะ” “พ่อ! พอที! เลิกเห็นหนูเป็นตัวประหลาดได้แล้ว ถึงหนูจะกลัวน้ำท่วมก็ไม่ได้แปลว่าหนูเป็นพวกคาบเส้นจะเข้าศรีธัญญานะพ่อ” ฉันกัดฟันกรอด ก่อนโยนโทรศัพท์ลงกับโต๊ะดังปัง! และ… ปัง! ปัง! ปัง! เสียงประตูถูกกระแทกจากด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวจนบานไม้ขยับเผยอราวกับจะเปิดออกเสียหลายครั้ง พร้อมกับเงาดำที่ดูคล้ายสัตว์นรกมากมายกำลังตะเกียกตะกายกระจกหน้าต่าง ‘นางหนู’ เสียงปีศาจดังรอดผ่านบานประตู ‘เปิดปะตูซิ แล้วเราจะพิสูจน์ว่าเธอคิดถูก’ ‘คิดถูก เรื่องไหน’ ฉันคิดและทันใดนั้นเองเสียงของปีศาจก็แว่วผ่านมโนสำนึกของฉัน ‘เรื่องน้ำ...’ เสียงมันผะแผ่วและทับซ้อนเหมือนคนหลายกำลังรุมกระซิบข้างหู ‘อยากให้พ่อยอมรับไหมล่ะ’ ‘อยากให้ไอ้เด็กบ้านั่นซื้อของใช้ใหม่รึเปล่า’ ‘อยากให้น้ำท่วมไหม’ ครู่หนึ่งที่ฉันบังเกิดความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้น้ำท่วมบ้าน อยากให้กวาดชั้นหนึ่งให้เรียบ อยากให้ทำลายร้างเครื่องใช้ให้หมด อยากให้ท่วมเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องเป็นไอ้บ้าที่ตื่นกลัวไปเอง ท่วมเพื่อให้คำพูดของฉันศักดิ์สิทธิ์ ท่วมเพื่อพิสูจน์ว่าฉันถูกต้อง ชั่วเวลานั้นเองที่กลอนประตูซึ่งฉันลงล็อกเองกับมือค่อยๆเคลื่อนออก และฉันก็ค่อยๆเดินตรงไปยังประตูและแสยะยิ้ม โดยไม่สนด้วยซ้ำถ้ามันจะเป็นรอยยิ้มของปีศาจ...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 24 มกราคม 2012 เวลา 23:20 น. |




คอมเมนต์คอมเมนต์
แบร่ๆ ปีศาจมาแลบลิ้นห ลอกแล้วค่ะ
บางอารมณ์ก็เป็น ปีศาจกันได้คร่า
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds