จำนวนคนในระบบ
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| (เรื่องสั้น) Maga Flood : ภาพข่าว |
|
| ห้องวรรณกรรม - มุมเรื่องสั้น/บทความ |
| เขียนโดย เจ้าชายนิทรา |
| วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2011 เวลา 16:01 น. |
|
ภาพข่าว
(ร่วมโครงการเรื่องสั้นโดนใจ ประเภทเรื่องสั้น)
ผู้รายงานข่าวสาว ขณะยืนรายงาน
“ขณะนี้ดิฉันยืนอยู่หลังบังเกอร์ ร่วมกับทหารที่เฝ้าระวังเหตุการณ์ความไม่สงบ บริเวณประตูน้ำ ท่านผู้ชมลองมองตามกล้องไปนะคะ” ภาพตัดมายังกล้อง.....ปรับภาพกว้างเพื่อให้มองเห็นกลุ่มคนเบื้องหน้า แล้วซูมเข้าใกล้เพื่อจับภาพเฉพาะบางคน “จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ตะโกนด่าทอ โห่ร้อง ขับไล่ และมีบ้างคนแก้เสื้อผ้าเหลือแต่ชั้นใน ส่งภาษามือท้าทายอย่างเหิมเกิม” กล้องตัดภาพมายังกลุ่มทหารอีกครั้ง แล้วแพลนตามเหตุการณ์อย่างกระทันหัน “จู่ ๆ เกิดความโกลาหลในฝั่งทหาร ทุกนายประทับปืนเล็งไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง” กล้องตัดภาพมายังปลายกระบอกปืนแล้ว ซูมภาพใกล้เข้าหาชายคนหนึ่ง “มีชายไม่ทราบชื่อ ยืนอยู่กลางถนน ชูป้ายขนาดใหญ่ เขียนข้อความไว้ว่า “พวกเราต่างก็เป็นคนไทย ทำไมถึงต้องมาทะเลาะกัน” อีกด้านหนึ่งเขียนว่า “อย่ายิงประชาชนเลย เขาเป็นแค่เครื่องมือของคนบางกลุ่มเท่านั้น “….” กล้องยังคงนิ่งจับภาพยังชายคนนั้น แล้วปรับมุมกล้องไปตามเหตุการณ์ “อันตรายมากเลยนะคะ สำหรับการกระทำของชายไม่ทราบชื่อคนนี้ ดูท่าทางฝั่งกลุ่มคนเสื้อแดง เหมือนจะลุกฮือออกจากบังเกอร์แล้วนะคะ เป็นชายฉกรรจ์จำนวนราว 20 คน ใส่ชุดสีดำ วิ่งมาเข้าหาชายไม่ทราบชื่อ แต่ฝ่ายทหารได้ยิงปืนขู่ จึงทำให้ชายชุดดำเหล่านั้นล่าถอยไป เป็นเหตุการณ์ที่ระสึกขวัญจริง ๆ ” กล้องขยับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วตัดภาพมายังผู้รายงานสาว คนเดิม “ท่านผู้ชมคะ คงจะเห็นว่ามีทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งออกจากตรอกตรงกับที่ชายคนนั้นยืนอยู่ และก็รวบตัว พยายามหามออกจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว” ผมกำลังนั่งซู้ดเส้นมาม่าจากถ้วย ตาก็เหลือบดูเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่คาดสายตา พลางคิดไปว่า “ใครหว้าช่างมีพฤติกรรมโง่อย่างนี้ จะตายเอาไม่รู้ตัว ช่างแม่งเหอะ ไม่รู้จักรักตัวกลัวตาย ก็น่าจะปล่อยให้โดนกระทืบซะที คงจะหายบ้า” ผมยกรีโมทขึ้นกดเปลี่ยนช่อง ไปดูรายการบันเทิงช่องอื่น แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น “อืม...ว่าไง” “เฮ้ย...มึงได้ดูข่าวปะวะ” “ข่าวไร...ดูแม่งทั้งวันเยอะไปหมด” “ก็ข่าวที่มีคนไปยืนชู….” “อ๋อ...ไอ้เหี้ยนั่นนะเหรอ เป็นไงตายห่ายังละ แม่งทำไปได้” “ตายเหี้ยไรละ มึงรู้มั้ยว่าใคร” “ใครจะรู้วะ...เหี้ย” “เอ้า..ไอ้สัตว์นี่ เพื่อนมึงไง ไอ้ชาติ” “อ้าวเหี้ยละ.....ไอ้สัตว์มันทำไปเพื่ออะไรวะ” “กูไม่รู้....เลยมาถามมึงเนี่ย เพื่อจะรู้ว่าเพื่อนสนิทของมึงไปยืนทำเหี้ยอะไรตรงนั้น” “กูจะไปรู้มันเหรอ ไอ้ชาติมันเป็นคนจริงจังกับความยุติธรรม แต่ไม่คิดว่ามันจะกล้าไปยืนอยู่อย่างนั้น เออ...แล้วพอติดต่อมันได้มั้ยละ” “ถามกูเหรอ....ถ้าถามกู กูคงไม่โทรมาหามึงหรอก เหี้ย” “อ้าว...ไอ้นี่ ถามดี ๆ กานตีนซะแล้ว จะติดต่อยังไงวะ คงโดนทหารกักบริเวณสอบสวนชัวร์กูว่านะ........”
บทสนทนาที่ยืดยาวราวสองชั่วโมง เพื่อหาทางช่วยและคำตอบในสิ่งที่ ชาติ หรือ นายชาติชัย ไตรรงศ์กุล เขาเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผมกับชาติ เข้าทำงานในวันเดียวกัน อยู่แผนกเดียวกัน สนิทกันมาถึง 8 ปี ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในที่ทำงานเลยทีเดียว ผมกับชาติมักคิดอะไรที่เหมือนกัน เพียงผมเป็นคนที่เฉย ๆ ไม่อะไรกะฝ่ายไหน ก็ไม่ใช่เจ๊กลากไปไทยลากมา กลับเป็นชาติที่คิดและคอยตั้งคำถามอยู่เสมอ เขามักมีคำถามมาถามผมเสมอ อย่าง....“ทำไมคนเราไม่คิดว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ใช้ประชาชนเป็นโล่ห์กำบังเสมอ ตายกันไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็ลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้น พอรัฐบาลใหม่ก็เอาเรื่องเก่ามาทำให้เป็นกระแส คนที่บอบช้ำกับเหตุการณ์นั้น ก็ลุกขึ้นมาเพราะมีคนหาความยุติธรรมให้ แต่ไม่เลย โดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการประท้วง ทำไมเขาไม่รอดูว่ารัฐบาลจะออกมาปลุกปั่นเรื่องเหล่านี้ไปเพื่ออะไร......” อะไรประมาณนี้ที่ทำให้ผมคอยฟังมาตลอด นึกตามคำที่ชาติพูด แต่ก็นิ่งเงียบ หรืออาจเป็นเพราะผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้สักเท่าไร ผมกลับอยากฟังที่เขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของในหลวงมากกว่า ทุกถ้อยคำหลั่งไหลราวกับน้ำตกที่พรั่งพรู คงอาจเป็นเพราะพ่อของชาติ มีที่ดินแล้วเลือกทำตามพระกรณียกิจ “อยู่อย่างพอเพียง” ปัจจุบันนี้พ่อของเขาจึงไม่ขัดสนในเรื่องใด ๆ เลย ต่างจากเมื่อก่อนที่พ่อของชาติ ทำไร่ทำสวนเชิงเดียว ผมเห็นเขาส่งเงินให้พ่ออยู่บ่อย ๆ ผมชอบฟังนะ เรื่องที่เขาเล่าแล้วเอามาผสมกับเรื่องของรัฐบาล ที่ทุกวันนี้หาแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่มีรัฐบาลไหนเอาพระราชกรณียกิจของในหลวง มากางอ่านแล้วนั่งคบคิด สร้างเพื่อให้ประชาชนได้ใช้กันอย่างยั่งยืน จนบางทีผมก็แอบหยอกล้อเขาเล่นอยู่บ่อย ๆ “ทำไมมึงไม่เป็นนายกฯ ไปเลย” “ไอ้นี่...มึงเลือกให้กูเป็นป่ะละ” “เอ้า...เอาจริงโว้ยไอ้นี่” “เออ...แต่คิดไปแล้ว เป็นนายกฯ ก็เท่านั้นแหละ ยังไงก็ต้องทำตามพวกพ้องของตัวเองก่อน แล้วจะเอาเวลาไหนไปทำอย่างที่กูอยากทำ” “ก็จริงของมึงนะ”
เสียงผ่อนลมหายใจยืดยาว นั่งคิดเรื่องที่ชาติทำ เพื่ออะไร? เอาตัวเข้าไปเสี่ยงในวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น...ทำไม? ผมพยายามโทรไปหาทางบ้านเขาที่ต่างจังหวัด หลังจากวันที่ผมได้รับข่าวจากเพื่อน คำตอบคือ “ไม่รู้...ยังไม่ติดต่อกลับมา พ่อก็ห่วงมันเหมือนกัน” ความกังวลเกาะกลุ่มก้อนแข็งอยู่ในใจ ผมได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับชาติเลย นานนับสองสัปดาห์จากวันที่ผมรู้ข่าวว่าชาติโดนจับไป ไม่สามารถติดต่อเขาได้เลย ผมกลัวเสียจริง ๆ กลัวว่าชาติจะเสียชีวิตไปพร้อมกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม ผมจึงติดต่อกลับไปยังพ่อเขาอีกครั้ง เช็คเพื่อความแน่ใจ แต่ก็ยังรู้สึกไม่แน่ใจเท่าไรหรอก ถ้ายังไม่ได้ยินเสียงของชาติ จนพ่อของชาติบอกว่า “มันกลับมาแล้ว....แต่ไม่พูดอะไรกับใคร รีบเอาเอกสารสำคัญต่าง ๆ ออกไปถ่ายสำเนา กลับมาก็เดินมากอดพ่อและแม่ แล้วออกจากบ้านไป” ถึงจะคลายความกังวลได้ไปเประหนึ่ง แต่นั่น...เป็นครั้งเดียวที่ได้ยินข่าวของชาติ แล้วมันก็หายไปจากชีวิตของผม เหมือนเกิดมาแล้วดับไปเฉย ๆ ทิ้งไว้แต่ความงงงวยในการกระทำ ที่ยังคาในใจของผมเรื่อยมานับแต่นั้น ล่วงผ่านไปแล้วปีกว่า จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ผมก็ยังคงทำงานอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่เปลี่ยนไปคือเพื่อนสนิทของผมหายไป มันหายไปไหน ไปทำอะไร อยู่ที่ไหน ผมไม่รู้ข่าวคราวเลย ผมเฝ้ามองข่าวสารของรัฐบาลชุดนายกอภิสิทธิ์ จนแล้วจนรอดก็ไม่พ้นการยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ ผมไม่ได้ไปเลือกตั้ง ความจริงผมไม่เคยไปเลือกใครทั้งนั้น เหตุผลอย่างเดียวคือ เลือกไปทำไม ก็ไม่ต่างกัน โกงกิน เอาพวกพ้อง ประชาชนก็แค่เครื่องต่อรอง เอาเศษเงินว่านก็สามารถเอาใครก็ได้เข้ามาอยู่ฝั่งของตัว ผมเลยไม่ค่อยใส่ใจอะไรกับรัฐบาลทั้งหลายมาตั้งนานแล้ว ภาพข่าว...นายกหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้ก้าวขึ้นโพเดียมด้วยใบหน้าเปื้อยยิ้ม จากที่เธอได้รับตำแหน่ง ผมก็ยังนั่งซู้ดเส้นมาม่าจากถ้วยเสียงดังสนั่น....ฟังนายกหญิงคนแรกของประเทศไทยพูด ยิ่งฟังยิ่งขมวดคิ้ว พลางสงสัยว่า “ถ้ามีลมพัดหรือมีเหตุอันทำให้โพยหาย เธอคนนนี้ยังจะจำในสิ่งที่ต้องพูดได้หรือเปล่า” ไม่แปลกหรอก หากจะถือโพยมาพูดต่อหน้าสาธารณชน ผมก็นั่งฟังเสียงผ่านลำโพงทีวี เคี้ยวเส้นมาม่าไปด้วย ภาพข่าว....ขณะนี้พายุได้กระหน่ำประเทศไทยตอนใต้ ทุก ๆ เช้า ผมยังคงตื่นเวลาเดิม ขับรถกลางเก่ากลางใหม่ออกสู่ถนน อากาศมืดครึ้มคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตก กลับไปตกช่วงเวลาเลิกงานเสมอ ภาพข่าว....น้ำหลากบ้านเรือนไหลไปพร้อมกับโคลนขุ่นขลัก มันเป็นเพียงถาพที่ดูแล้วก็ผ่านเลยไป รู้สึกได้ในใจแต่ไม่ถึงกลับต้องแสดงอะไรออกมา คงเป็นเพราะกรุงเทพฯ คงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้แน่ ๆ ภาพข่าว....เกิดน้ำท่วมหลายจังหวัด และท่วมแหล่งอุตสาหกรรม กำลังจะจ่อเข้าปทุมธานี และนนทบุรี ผมชักสนใจเรื่องน้ำท่วมในครั้งนี้เสียแล้ว เพราะมันไม่เหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ทำไมมันท่วมเสียทุกที และรุนแรงกว่าเดิมไปทุกขณะ แล้วบ้านผมที่อยู่บางบัวทองจะเป็นยังไง ผมเริ่มซื้อกระสอบทรายมากั้นหน้าบ้าน ทำทุกวิถีทางที่ไม่ให้น้ำเข้าบ้าน จะยกของไว้ชั้นสอง จะตามหาช่างไฟมาแยกเบรกเกอร์ ตระเตรียมพร้อมรับน้ำ ผมไม่เชื่อในคำของรัฐบาลที่มาพูดออกสื่อแล้วก็จมอยู่บาดาลไปหลายแห่ง น้ำได้ท่วมจังหวัดปทุมธานี และนนทบุรีแล้ว สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้ ผมต้องผจญด้วยตัวเอง ทุกอย่างที่กะเกณฑ์เอาไว้จมน้ำหมด รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เหลือแต่ มือถือแบล็คเบอรี่ ที่ผมหยิบติดมือมาเท่านั้น แรก ๆ ความสนุกสนามก็เริ่มเข้าครอบงำ ถ่ายรูปน้ำท่วม บรรยากาศรอบด้าน ถ่ายคู่กะมัน โพสต์ลงเฟชบุ๊คเป็นที่สนุกสนาม ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ฟ้าเริ่มมืด ถึงได้หลุดจากภวังค์ของความสำราญ รีบโทรหาเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ ปลายสายก็ตอบกลับมาเพียงว่า “มึงอยู่บนนั้นไปก่อน เดี๋ยวกูเข้าไปช่วย” ผมต้องระเห็ดขึ้นมาอยู่บนหลังคา ผจญชีวิตอยู่สองวันให้หลังจากที่ปริมาณน้ำมีระดับเท่าเดิม ชักไม่สนุกเสียแล้วในตอนนี้ มือถือก็ตายสนิทกลายเป็นขยะหนึ่งชิ้นทันที ผมนั่งมองพื้นน้ำพยายามทำตัวนิ่งที่สุด พยายามเก็บแรงไว้เท่าที่ทำได้ ผมไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว นอกจากน้ำที่ไหลผ่านหน้าผมไปนี่แหละ ข้างตัวของผมมีไม้ยาวราวสองเมตร อดีตของมันคงเป็นกิ่งไม้ขนาดพอดีมือ แล้วลิดกิ่งใบเล็ก ๆ ออกจนหมด กับซากสัตว์เลื่อยคลานนานาชนิดที่ตายอยู่ไม่ห่าง ผมพยายามคิดว่าคงจะมีใครมาช่วย แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรที่มันไกลไปกว่าหัวแม่เท้าตัวเอง และแล้วสิ่งที่ผมเฝ้ารอแบบเลือน ๆ ก็ใกล้เข้า ๆ ผมลุกพรวดทันที เจ้าหน้าที่ทหารขับเรือยนต์ขนาดเล็ก เข้ามาเทียบหลังคาบ้าน ผมยิ้มแก้มปริ ดีใจสุด ๆ ที่เห็นคน ผมเข้ามานั่งในเรือตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ผมรอดแล้ว ในระหว่างทางนั้น ผมหันไปจับมือแล้วกล่าวคำ “ขอบคุณ” เหล่าทหารที่เข้ามาช่วย แล้วยกมือไหว้เมื่อเห็นว่าเขาพอมีอายุ มันดีใจจนไม่สามารถบรรยายเป็นถ้อยคำที่สวยงามได้ หากพวกเขาไม่เข้ามา มีหวังผมคงไม่รอดแน่ ๆ “ไงมึง ท่วมเกือบมิดบ้าน” เสียงนี้มันคุ้นหูจัง ดังมาจากคนขับเรือ เจ้าชายนิทรา |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2011 เวลา 01:32 น. |




คอมเมนต์คอมเมนต์
นิลวนาเตรียมกรี ๊ด....
ล้ำลึกมาก สมแก่การรอคอยค่ ะ
เอาเรื่องดีๆมาล งอีกนะคะ
ตกลงว่าคุณชาติ หายตัวไปเลยเหรอ คะ พออ่านแล้วคิดตา ม ยิ่งน่าเศร้าหนั กเข้าไปอีกนะคะน ี่ เฮ้อ!
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds