จำนวนคนในระบบ
เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| กรอบแก้วเล่ากฎหมาย : กฎหมายกับเรื่องของบัตรเอทีเอ็ม (บทความ) |
|
| หน้าบ้าน - มุมบทความสำนักพิมพ์ |
| เขียนโดย กรอบแก้ว |
| วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2011 เวลา 17:52 น. |
|
ชีวิตคนเราสมัยนี้ผูกพันกับบัตรเอทีเอ็มเอามากๆ ไม่เชื่อคอยดูวันสิ้นเดือน คนต่อแถวรอใช้ตู้เอทีเอ็มกันยาวเหยียด ดีไม่ดีพอถึงคิวเรา เงินหมดตู้อีกต่างหาก แล้วถ้าเกิดวันนั้นโดนคนอื่นขโมยบัตรเอทีเอ็มแล้วกดเงินเราออกไปจนหมด คงร้องไห้อยากแขวนคอตายกับยอดหญ้ากันเลยทีเดียว สำหรับเรื่องของคนเอาบัตรไปกดเงินเรานั้นคือความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 269/5 ขอดึงถ้อยคำออกมาให้อ่านเล่นหน่อยแล้วกัน “มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” ที่ว่า ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น หมายความว่า นายก. เอาบัตรของ นาง ข. ไปกดเงิน ซึ่งคงจะมีคำถามต่อมาว่าแล้วถ้าหากนาง ข. เป็นคนบอกนาย ก. ว่าแกเอาบัตรฉันไปกดเงินทีซิ นาย ก. จะผิดฐานนี้ด้วยเหรอ นี่แหละคือเหตุผลที่กฎหมายเขียนกันไว้อีกว่าการเอาบัตรของคนอื่นไปใช้ต้องมีอีกสองเงื่อนไข คือ 1. โดยมิชอบ เนื่องจากในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้เขียนนิยามคำว่า ‘โดยมิชอบ’ ไว้ เขียนไว้แค่ ‘โดยทุจริต หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น’ ตายละว่า นักกฎหมายมึน ไม่มีนิยามคำว่าโดยมิชอบ แล้วโดยมิชอบมันแปลว่าอะไร จะแปลว่าโดยทุจริตหรือเปล่า ตรงนี้มีคำพิพากษาฎีกามาฝากกันค่ะ เริ่มจากคำพิพากษาฎีกาที่ 464/2551 เรื่องเริ่มแบบปกติทั่วไปคือคนร้ายขโมยบัตรเอทีเอ็มที่ธนาคารออกให้นาย ว. ไปแล้วก็กดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ศาลท่านบอกว่า ‘จำเลยลักบัตร...ไปเพื่อใช้เบิกถอนเงินสดไปโดยทุจริต’ จึงมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบ ยังไม่หมดค่ะ มีอีก 2512/2550 มาแบบเดียวกันคือจำเลยขโมยบัตรของคนอื่นไปกดเงิน ศาลพูดเหมือนเดิมว่าเป็นการลักไปใช้เบิกถอนเงินโดยทุจริต เห็นไหมคะศาลท่านใช้คำว่า โดยทุจริต แสดงว่าโดยมิชอบกับโดยทุจริตน่ะมีความหมายเดียวกัน [1] ทีนี้สมมุติว่าถ้าไม่ได้ใช้วิธีโบราณแบบแอบดูคนอื่นเขากดรหัสแล้วขโมยบัตรเขาไปกด แต่ใช้วิธีสมัยใหม่ เช่น ว่าขโมยบัตรเขาเอาไปเสียบเข้าคอมพิวเตอร์แฮกจนรู้รหัสแล้วเอาบัตรไปกด จะมีความผิดฐานนี้ด้วยไหม คำตอบคือผิดค่ะ เพราะคำว่าโดยทุจริตนี่มันตีรวบว่าถ้าเงินไม่ใช่ของเรา เจ้าของเขาไม่ให้แล้วยังไปเอามาโดยพลการ แบบนี้เรียกว่าทุจริตหมดละ 2. ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน แปลว่าการใช้บัตรนั้นมีลักษณะที่อาจจะทำให้คนอื่นเสียหาย ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริงๆ เช่น นาย ก. เอาบัตรของนาง ข .ไปกดเงิน ว่าจะกดปิดบัญชีไม่ให้เหลือสักบาท แต่พอเอาเข้าจริงปรากฏว่าในบัญชีเหลือเงินอยู่แค่ห้าบาทแถมยังติดหนี้ค่ารักษาบัญชีธนาคารอีกต่างหาก หมอเลยโดนเครื่องด่าบอกว่าเงินในบัญชีของท่านน้อยเกินไปไม่ให้กด อย่างนี้ต่อให้เงินไม่หาย นาย ก. ก็ผิดเต็มประตูซะแล้ว ทีนี้ถ้าเราเหลือบตาไปดูมาตรา 269/5 กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า ‘บัตรอิเล็กทรอนิกส์’ แล้วมันหมายถึงเฉพาะบัตรเอทีเอ็มหรือเปล่า ถ้ามีคนแอบรู้รหัสแล้วขโมยบัตรเครดิตไปรูดจะผิดฐานนี้ไหม อุเหม่! ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์แปลว่าทุกบัตรที่มีแถบแม่เหล็ก ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์นั่นแหละ ไม่เชื่อจะยกเอาคำพิพากษามานั่งยันนอนยันเลยก็ยังได้ ว่ากันที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2552 คนร้ายเอาบัตรเครดิตวีซ่าการ์ดไปรูดซื้อโทรศัพท์มือถือ กล้องวีดีโอและกล้องถ่ายรูปดิจิทัล ก็เป็นความผิดตามฐานนี้ด้วย ซ้ำร้ายศาลบอกว่ามันคือการกระทำความผิดฐานนี้ถึงสามครั้ง รูดซื้อโทรศัพท์มือถือก็ผิดหนึ่งครั้ง รูดซื้อกล้องวีดีโอก็ผิดอีกหนึ่งครั้ง รูดซื้อกล้องถ่ายรูปก็ผิดอีกหนึ่งครั้ง ศาลท่านบอกให้เรียงกระทงลงโทษแปลว่าเอาโทษของความผิดทั้งสามครั้งมาบวกกัน โดนไปสามกระทงติดคุกอ่วมอรไทไปเลย คนร้ายคงแอบคิดในใจว่ารู้อย่างนี้ซื้อมือถือ 10 เครื่องรูดครั้งเดียวดีกว่าจะได้รับโทษแค่กระทงเดียว ทีนี้มันจะมีภาพซ้อนกันอยู่นิดหนึ่ง พอจะจำได้ไหมคะในบทที่เราว่ากันเรื่องทรัพย์ เราได้พูดถึงลักทรัพย์ ถ้ามีคนขโมยบัตรเอทีเอ็มเราไปกดเงินออกมาจนหมด มันจะเข้าความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยไหม แล้วลงโทษยังไง เพื่อความน่าเชื่อถือขออ้างคำพิพากษาฎีกาอีกก็แล้วกัน มีมาสองคำพิพากษารวด ฎีกาที่ 464/2551 และ ฎีกาที่ 52/2553 จำเลยขโมยบัตรของโจทก์ไป แล้วไปกดเงินออกมาจากตู้เอทีเอ็ม ศาลบอกว่าการขโมยตัวบัตรเอทีเอ็มนี่เป็นลักทรัพย์หนึ่งกระทงล่ะ พอเอาบัตรไปกดเงินก็ผิดฐานใช้บัตรโดยมิชอบอีกกระทงล่ะ แบบนี้ต้องเรียงกระทงลงโทษตามระเบียบ ยังไม่พอแค่นั้น ความผิดฐานนี้ถึงจะมีโทษก็มีแค่จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ กฎหมายบอกยังไม่สะใจ ลงให้มันหนักกว่านี้ได้อีก ก็เลยมีมาตรา 269/7 ที่ว่า “ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นกึ่งหนึ่ง” พูดง่ายๆว่าถ้ามีคนใช้บัตรที่มีแถบแม่เหล็กโดยมิชอบและน่าจะก่อความเสียหายให้คนอื่น พวกบัตรห้องสมุด(ที่มีแถบแม่เหล็ก) บัตรพนักงาน(ที่มีแถบแม่เหล็ก) อย่างนี้เป็นแค่ความผิดฐานใช้บัตรโดยมิชอบมาตรา 269/5 แต่ถ้าเมื่อไหร่บัตรอันนั้นเป็นบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิด บัตรเครดิตหรือบัตรอะไรก็แล้วแต่ที่ใช้แทนเงินได้ อย่างนี้นอกจากจะผิดมาตรา 269/5 แล้วยังต้องรับโทษสูงขึ้นตามมาตรา 269/7 อีกด้วย แล้วไอ้การรับโทษหนักขึ้นนี่มันจะหนักสักแค่ไหน กฎหมายบอกว่าหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 269/5 ครึ่งหนึ่ง อย่างเช่น 269/5 บอกว่าระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ครึ่งของห้าปีก็คือสองปีครึ่ง เอาห้าบวกสองครึ่งเข้าไป คิดสะระตะออกมาจำเลยต้องติดคุกทั้งหมดแค่เจ็ดปีครึ่งนั่นเอง ก่อนจะจากกันไปยังมีเรื่องชวนฉงนทิ้งท้ายไว้อีกนิด เนื่องจากว่าความผิดฐานใช้บัตรโดยไม่ชอบนี่ ต้องมีการ ‘ใช้บัตร’ จะเอาบัตรไปเสียบกดหรือรูดปรึ๊ดๆก็ได้ แต่มันมีกรณีที่พิสดารกว่านั้น คือ ธนาคารสมัยนี้เขาจะมีอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ประมาณว่าเราเปิดหน้าเว็บคีย์รหัสเข้าไปปั๊บ เราสามารถเบิก ถอน โอนเงินในบัญชีของเราผ่านทางหน้าเว็บไซด์ได้เลย แล้วถ้ามีคนแฮคเข้าระบบเราโอนเงินเราเข้าบัญชีมันหมดเลย จะทำผิดอะไรในเมื่อมันไม่ได้ใช้บัตร ถ้าอยากรู้เจอกันบทหน้าค่ะ
[1] ทั้งสองคดีเป็นไปได้ว่า เหตุที่ศาลใช้คำว่าโดยทุจริตเป็นเพราะตอนฟ้อง ฟ้องรวมมากับความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์คือการเอาไปโดยทุจริต
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2011 เวลา 08:20 น. |











