จำนวนคนในระบบ
เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| กรอบแก้วเล่ากฎหมาย : สแปมเมลล์ เมลล์ขายตรงต้องอ่าน (บทความ) |
|
| หน้าบ้าน - มุมบทความสำนักพิมพ์ |
| เขียนโดย กรอบแก้ว |
| วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2011 เวลา 18:04 น. |
|
ในตอนที่พูดกันถึงความลับทางการค้า ดิฉันได้ขึ้นต้นแบบยั่วน้ำลายคุณๆถึงอีเมลล์ชวนทำงานทางอินเตอร์เน็ตและแทนที่ดิฉันจะเล่าถึงกฎหมายแสปมเมลล์หรือเมลล์ขยะ กลับไปพูดถึงเรื่องความลับทางการค้าเฉยเลย อย่างนี้เขาเรียกว่าหลอกให้เสียวแล้วเลี้ยวไป แต่เลี้ยวหนีไปได้ไม่ไกล บังเอิญทางมันตันเลยต้องวกกลับมาเก็บประเด็นเดิมเสียก่อนที่อีเมลล์จะระเบิดเพราะบรรดาแฟนคลับทั้งหลายพากันถามไถ่ถึงกฎหมายสแปมเมลล์จนดิฉันทนไม่ไหวต้องลุกมาเขียนให้อีกหนึ่งบทความ
แต่ถ้าใครไม่รู้จักเมลล์ขยะ ลองนึกถึงตอนที่เปิดอีเมลล์ขึ้นมาแล้วเจอจดหมายที่เราไม่รู้จัก แถมส่งมาหาเราเพื่อที่จะโฆษณาขายแต่ไอ้ของที่เราไม่เคยอยากได้ หรือไม่ก็ “มีเวลาเล่นอินเตอร์เน็ต 2 ชม.ต่อวันก็รวยได้ สนใจ คลิก!” ซึ่งตูไม่ได้อยากจะคลิกเลย คิดอย่างเดียว ปวดมือ นั่งลบมา 100 เมลล์แล้วเมื่อไหร่จะหยุดส่งกันเสียที - - นั่นแหละเรียกว่าเมลล์ขยะ เมลล์ขยะทำให้เราเสียเวลาต้องมานั่งลบจนบางทีเรารู้สึกว่า เอ๊ะ! สิทธิในความเป็นส่วนตัวของฉันมันหายไปไหนหมดนะ กฎหมายไม่คุ้มครองความเป็นส่วนตัวฉันเลยรึไง เชื่อเถอะว่าคนอเมริกันไม่ได้มีความหวงแหนสิทธิในความเป็นส่วนตัวน้อยไปกว่าเรา เพราะอย่างนั้นในสหรัฐจึงมีกฎหมายที่ชื่อ Anti-CAN SPAM Act ออกมาก่อนหน้าเรานานโขและกฎหมายตัวนี้ก็เป็นแม่แบบให้ไทยเราคลอดกฎหมายมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 [1] ออกมา 1. ต้องเป็นการส่งข้อมูลหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอีเมลล์เท่านั้นนะคะ การส่ง sms ทางโทรศัพท์ การ BB หรือแม้แต่การ MSN การส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดอาจผิดฐานนี้ได้ 2. ต้องปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูล การปกปิดคือไม่บอกว่าฉันเป็นใคร ส่วนการปลอมแปลงคือการบอกว่าฉันเป็นคนอื่น ถ้าถามต่อว่าแล้วไอ้ประเภท ‘สวัสดีค่ะ แนนนะคะ อายุ 18 หาเงินได้เป็นแสนแค่มีเวลาเล่นเน็ต’ ที่ว่า ‘แนนนะคะ’ (ทั้งที่ตัวจริงแมนนะครับ) จะเป็นการปกปิดปลอมแปลงหรือเปล่า บอกเลยค่ะว่าไม่เกี่ยว จะแนน จะน้ำ จะนก จะบริษัทแนนนี่ลิมิตเตทก็ไม่สนใจทั้งนั้น ปิดหรือปลอมกฎหมายให้ดูสองอย่าง คือ ชื่ออีเมลล์เอดเดรสกับไอพีเอดเดรสของผู้ส่ง ถ้าบริษัทแนนนี่ลิมิตเตทจะส่งเมลล์โฆษณาสินค้ามาให้เราก็ต้องใช้ชื่ออีเมลล์แนนนี่ลิมิตเตทให้มันรู้กันไปว่าบริษัทนี้เป็นคนส่ง ลูกค้าเขาอยากลบหรืออยากอ่านจะได้ตัดสินใจกันไป ไม่ต้องมารอเซอร์ไพรส์ เปิดแล้วร้อง ไอ้หยา! จั่วหัวมาได้ว่า ‘ตะลึง! อายุ 18 เหรอเนี่ยะ’ พอเปิดเข้าไปดูกลายเป็นชวนทำงานเฉย วุ้ย! อารมณ์เสีย! มาดูกรณีที่เกิดบ่อยกันดีกว่า กรณีฟอร์เวิร์ดเมลล์ส่งให้คน 100 คน แต่ลบอีเมลล์แอดเดรสตัวเองออกหรือไฮเทคหน่อยก็ใช้โปรแกรมพรางตัวเพื่อไม่ให้คนรู้ว่าใครส่งมากลัวจะโดนด่ากลับ แบบนี้เป็นการปกปิดแหล่งที่มาของข้อมูลแน่นอนค่ะ กรณีนายมกรามีโปรแกรมแสปม สมมุติเครื่องนายมกราเลขไอพี คือ 01 (เอาสั้นๆพอนะคะ เลขไอพีมันยาว เดี๋ยวจะงงทั้งคนเขียนคนอ่าน) ทีนี้นายมกราก็ปล่อยสแปมจากเครื่องไอพี 01 ออกไปในอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่าแสปมไปติดเครื่องนายกุมภา เลขไอพี 08 พอเครื่องของนายกุมภาติดโปรแกรมสแปมแล้ว มันก็เลยส่งอีเมลล์ไปยังทุกเมลล์ที่นายกุมภาติดต่อด้วย โดยเลขไอพีที่โชว์คือเลข 08 อย่างนี้เรียกว่าการปลอมไอพีแอดเดรสค่ะ เจอปลอมไอพีไปแบบนี้แล้วใครจะโดนด่าละคะ ก็นายกุมภาไง เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ น่าสงสารเขานะคะ โดยสรุปถ้าส่งข้อมูลมาโดยที่บอกชัดว่าใครส่ง (ไม่ใช่บอกในเนื้อหา แต่บอกด้วยชื่อผู้ส่งอีเมลล์ เลขไอพีของผู้ส่ง หรือชื่อผู้ส่งแมสเสส) ไม่ผิดมาตรา 11 นี้ค่ะ เช่น sms ทางมือถือที่ส่งข่าวกันให้ว่อนไปหมด ถึงแม้จะเป็นข่าวประเภทที่เราไม่ได้อยากรู้เลย แบบนี้ถ้าชื่อผู้ส่งบอกชัดว่าบริษัทอะไรเป็นคนส่งก็ถูกกฎหมายแน่นอน ฟันธง! 3. ต้องเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข พูดภาษาชาวบ้านคือปล่อยให้เราใช้คอมพิวเตอร์ดีๆไม่ได้ ต้องมาทำให้รำคาญ อิฉันเองก็เคยเจอกับตัวเหมือนกัน วันนั้นจำได้แม่นเลยว่ากำลังนั่งเม้าท์กับเพื่อนทางเอ็มเอสเอ็นมันๆ แล้วอยู่ดีๆก็มีข้อความเด้งขึ้นมาว่า Hey sexy! Call me xxxxx. ไอ้เราเห็นแล้วไม่ได้ทักทายอะไร เพราะกำลังเมาน้ำลาย แต่พอคุยกันต่อไปได้ประมาณสามประโยคมันก็ เฮ้ เซ็กซี่! อีก เอาวะ ช่างมัน ทำเป็นไม่เห็น แต่พอคุยต่อได้อีกครึ่งประโยคมันก็ เฮ้ เซ็กซี่! อีกแล้ว เออเอา สรุปคือจะไม่ให้เม้าท์กันเลยใช่ไหม ไอ้แบบนี้ล่ะที่เรียกว่ารบกวนการคุยโดยปกติสุขของอิฉัน ส่วนอีเมลล์ขยะนี่ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครไม่รำคาญ เพราะส่งมาทีเป็นสิบ เราจะทำมาหากินบ้างต้องมานั่งลบเมลล์ แถมทำไปทำมาเผลอๆลบเอาเมลล์เพื่อนเราไปด้วยอีกต่างหาก แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่ารบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์โดยปกติสุขก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว 4. ต้องมีเจตนา อันนี้แปลว่าคนที่ส่งต้องมีเจตนาปกปิดหรือปลอมแปลงข้อมูล อย่างกรณีที่ว่านายมกราใช้โปรแกรมแสปมทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของนายกุมภาส่งข้อมูลออกไปโดยอัตโนมัติ โดยที่นายกุมภาไม่ได้รู้เรื่องด้วย พอถึงเวลาตำรวจมาจับนายกุมภา เพราะเมลล์ขยะมันออกมาจากเครื่องของนายกุมภา นายกุมภายืดอกพูดได้เลยว่าผมไม่ผิดเพราะผมไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวกับเขาด้วย แต่ถ้าตำรวจจับนายมกรา นายมกราทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับกรรม เพราะไอ้การยืมมือเครื่องคนอื่นส่งเมลล์ก็แสดงว่ามีเจตนาปลอมไอพีแอดเดรสเต็มประตู 5. โทษ รู้แล้วจะหนาว เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ว่าถ้าผิดมาตรา 11 ละก็ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ไหนๆก็จั่วหัวซะหรูแล้ว ถ้าจะจบตรงมาตรา 11 แค่นี้ คงต้องบอกว่าด้วนเกินไป ไม่รู้มีใครเคยคิดเหมือนดิฉันหรือเปล่าว่าคนพวกนี้เอาอีเมลล์เรามาจากไหน ทั้งที่เราไม่เคยให้เลย สำหรับเมลล์ขยะบางทีมีการใช้โปรแกรมที่เรียกว่าโปรแกรม ‘ดูดเมลล์’ หรือวิธีการที่เรียกว่า ‘คุกกี้’ ซึ่งเป็นการแกะรอยเราค่ะ เคยสังเกตไหมละคะ เมลล์ไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้ ไม่มีเมลล์ขยะมาหาเลย แต่ถ้าใช้เยอะเมื่อไหร่ เมลล์ขยะตามมาเพียบ นั่นเป็นเพราะเวลาที่เราเข้าไปในเว็บไซด์ต่างๆเราจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ ทำให้ใครคนหนึ่งในมุมมืดสามารถที่จะใช้วิธีคุกกี้ คือ เข้าเว็บไซด์ที่เราเคยเข้าแล้วตามรอยมาถึงคอมพิวเตอร์ของเราแถมยังตามรอยต่อไปจนถึงอีเมลล์ได้ เหมือนกับคนที่แอบเดินตามรอยเท้าจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมาจนถึงตู้จดหมายของเรานั่นเอง ถ้าจะถามว่า ‘คุกกี้’ ผิดกฎหมายไหม ก่อนอื่นคงต้องบอกว่าไม่ผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 11 แต่เป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญค่ะ สิทธิในความเป็นส่วนตัวคือสิทธิที่จะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราโดยที่เราไม่อนุญาต ดังนั้นถ้าใครอยากได้อีเมลล์ เขาก็ควรที่จะขอกันตรงๆ ดังนั้นการใช้ข้อมูลของลูกค้าที่ได้จากแหล่งอื่นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขายหรือขยายตลาด โดยที่ลูกค้าไม่ได้อนุญาตให้เปิดเผย เป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวแน่นอนค่ะ ความจริงแล้วแสปมเมลล์หรือเมลล์ขยะทั้งหลาย ไม่ว่าจะนั่งคิดนอนคิดยังไง มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกคือควรจะให้ลูกค้ากรอกข้อมูลลงไปว่าต้องการที่จะรับข่าวสารจากทางบริษัทหรือเปล่า ถึงประเทศไทยจะไม่มีการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวที่เข้มข้นเหมือนในสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น้อยกว่านะเจ้าคะ สาธุ!
[1] “มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท” |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2012 เวลา 14:48 น. |












คอมเมนต์คอมเมนต์
อ้างอิง EazyEvil:
เมลล์ไมปรากฏค่ะ สบายใจได้ค่ะ อิอิ ว่าแต่...เม้นว่าอิหยัง เม้นท์ว่าขอบคุณ เหรอคะ ออ ค่ะ ขอบคุณที่ขอบคุณ ค่ะ
มาลงบทความเล่นๆ บ้างนะคะ จะรออ่านค่ะ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds