จำนวนคนในระบบ
เรามี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ลงทะเบียน
| เธอคนที่อยู่ในหอ |
|
| หน้าบ้าน - มุมบทความสำนักพิมพ์ |
| เขียนโดย ลายสังข์ |
| วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2011 เวลา 21:36 น. |
|
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง 99.99% อีก 0.01% จำเป็นต้องบิดเบือนเพื่อให้กลายเป็นเรื่องสั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตรงไหน แต่ถึงอย่างไรก็ยืนยันนั่งยันนอนยันว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เรียกว่าถ้าเป็นทองก็ทองเนื้อเก้าไม่ใช่ทองชุบ
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเมื่อสมัยที่ผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดชลบุรีติดถนนบางนา-ตราด บ้านผมอยู่บางพลีบางทีเรียนเลิกดึกดื่นแล้วก็เหนื่อยกลับบ้านไม่ไหว ผมกับไอ้นัท (นามสมมุติ) เพื่อนสนิทของผมจึงตัดสินใจเช่าหอพัก ตอนแรกที่เราไปดูหอ เราก็พบห้องในฝันมันเป็นห้องที่อยู่ชั้น 2 เดินขึ้นบันไดมายังไม่ทันเหนื่อยก็เจอ แถมเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ถึงจะแพงกว่าหน่อยแต่ผมกับไอ้นัทก็คิดเหมือนกันว่าเราเช่าห้องใหญ่ๆอยู่กันสบายๆดีกว่า แถมในหองก็ติดมุ้งลวด สะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นผง เราถูกใจห้องนี้มากๆเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าห้องนี้จะไม่มีข้อเสีย มันก็มีข้อเสียเพียงแต่เราไม่ได้ใส่ใน นั่นคือมันอยู่ตรงทางสามแพร่งหน้าบันไดพอดี ‘สามแพร่ง...แล้วไง!’ นี่คือความคิดของเราตอนนั้น ไอ้นัทกับผมเข้าอยู่ห้องนั้นทันที โดยผมซึ่งเป็นหนุ่มรักสะอาดได้ลงมือกวาดถูตามนิสัยดั้งเดิมขอผม ในคืนวันแรกที่เราเข้าอยู่ฝุ่นในห้องมีไม่มาก อาจจะเป็นเพราะห้องติดมุ้งลวดตาถี่อย่างดี ทำให้พวกฝุ่นผงต่างๆไม่ค่อยปลิวเข้ามา เศษที่ได้จึงเป็นแค่ขี้มูกที่ไอนัทมันแคะแล้วดีดไม่เป็นที่เท่านั้น หลังจากที่อยู่กันอย่างปกติสุขมาได้สามวัน ในคืนวันที่สี่ก็มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นจนได้ คืนนั้นผมเลิกเรียนประมาณสองทุ่ม แต่ไอ้นัทไม่มีเรียน พอกลับมาถึงห้องผมก็เห็นไอ้นัทนั่งเปิดโทรทัศน์นอนดูละครสบายใจเฉิบอยู่บนเตียง ผมจำได้แม่นเลยว่าเป็นเรื่องทัดดาว บุษยา รุ่นคุณกบเล่นนะครับ ไม่ใช่รุ่นคุณกรรณิการ์ ยังไม่เก๋าขนาดนั้น เตียงของเราเป็นเตียงคิงไซด์ แบบนอนเรียงกันได้สามคนกว่าๆ ไอ้นัทมันจองไปแล้วริมหนึ่งก็เหลืออีกริมหนึ่งเป็นของผม วันนั้นผมเรียนหนักรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยเข้าขั้นตรีทูตเลยซิเอ้า ทันทีที่ผมเข้ามาในห้อง ผมถอดพระเครื่องที่แขวนติดคอเป็นประจำวางไว้บนหลังทีวีตามปกติของผม เสร็จแล้วก็จัดการถอดเสื้อถอดกางเกงโยนใส่ตะกร้าผ้าซัก เหลือแต่กางเกงในตามประสาผู้ชายอยู่กันเอง แล้วก็กระโดดขึ้นเตียงตั้งใจจะหลับให้สบายสักงีบ หลังจากที่หลับตาลงสักพัก สติสัมปชัญญะของผมก็ค่อยๆจมดิ่งสู่ห้วงแห่งนิทราสุขารมณ์ สุขขนาดไหนนะหรือครับ ลองจินตนาการดูซิว่าคุณจะมีความสุขขนาดไหน หากเจอเรื่องอย่างผม อยู่ดีๆก็มีหญิงสาวในชุดคลุมยาวสีขาวแนบเนื้อคนหนึ่งทอดกายลงข้างๆ สองแขนขาวกลมกลึงกระวัดรัดตัวผมไว้ ในขณะที่กลีบปากนุ่มนิ่มของเธอบดขยี้อย่างเร่าร้อนลงบนริมฝีปากผม ในเมื่อเธอเสนอให้ถึงขนาดนี้ผมก็เลยสนองกลับด้วยการสอดลิ้นเข้าโรมรันพันตู มือไม้ลูบไล้ไปทั่วผิวกายขาวผุดผ่องไม่ต่างอะไรจากผิวของดอกมะลิ ผมสัมผัสเธอผ่านชุดยาวสีขาวบางเบาจนแทบจะเห็นเนื้อใน ตั้งแต่หน้าท้องแบนราบ เอวคอดกิ่ว จรดสะโพกผาย หรือแม้แต่สองมณฑาทองตูมเต่งก็ไม่เว้นไว้ให้เสียชาติชายชาตรี ผมถอนรอยจูบอันรุ่มร้อนออกแล้วซบหน้าลงเฟ้นฟัดเนื้อทรวงหนั่นแน่น เรือนผมยาวดำเลื่อมประกายมันวาวเหมือนแสงจันทร์สะท้อนวงน้ำยามรัตติกาลของเธอนั้นแผ่กระจายไปบนที่นอน แถมยังสะบัดเร่าไปตามแรงขยับกระสับกระส่ายของเจ้าตัว บ่งบอกว่าเธอกำลังสำเริงสำราญได้ที่ ส่งผลให้เลือดหนุ่มพลุ่งพล่านร้อนระอุจนแทบจะทะลักออกมาทางสายชีพจร ถึงกระนั้นสายตาเจ้ากรรมของผมก็แวบไปเห็นไอ้นัทมันนอนดูโทรทัศน์อยู่อีกซีกหนึ่งของเตียง เพื่อนผมมันนอนอยู่ตรงโน้น ผมนอนอยู่ตรงนี้ เราเช่าหออยู่กันสองคนแล้วมีผู้หญิงมานอนตรงกลางได้ไง ผมเพิ่งรู้ตัวเอาตอนนั้นว่ากำลังฝันอยู่ แต่กลับไม่แน่ใจว่าควรจะตื่นดีหรือต่อดี ทว่าในทันทีที่เรียวนิ้วบอบบางเหมือนช่อทองกวาวซอกซอนลงไปใต้เส้นผมสั้นเกือบติดหนังศีรษะของผม ความรัญจวนใจก็แผ่ซ่านจนผมต้องกดริมฝีปากลงบนยอดมณฑา ยอมจมดิ่งลงไปในความหฤหรรษ์อีกครั้ง แต่แล้วอยู่ดีๆก็มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นในใจผม คือผมอยากเห็นหน้าเธอขึ้นมาจับใจ จึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าทันทีที่พยายามจะยลใบหน้าให้ชื่นใจ ภาพก็ตัดกลับมาที่ซอกคอขาวระหงกับทรวงอกอวบอิ่ม และไม่ว่าจะพยายามสักกี่ทีก็เป็นแบบเดิม ผมไม่อาจมองหน้าเธอได้สำเร็จ สำนึกหนึ่งบอกตัวเองว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เนื้อนุ่มอย่างนี้ ผมสลวยอย่างนี้ กลิ่นหอมละมุนอย่างนี้ มันจริงเกินกว่าจะเป็นแค่ภวังค์แห่งการหลับใหล นั่นทำให้ผมพยายามลืมตาตื่น แต่เปลือกตาผมกลับหนักอึ้ง หน้าอกเจ็บแน่นหายใจไม่ออกเหมือนคนกำลังจมน้ำ และแล้วผมก็ถูกฉุดลงสู่อ้อมกอดอ่อนนุ่มอีกครั้ง ไม่ว่าจะออกแรงขนาดไหนก็ทำได้แค่ดิ้นทุรนทุรายอยู่ในห้วงความคิด ส่วนร่างกายผมกลับนอนนิ่งไม่ไหวติงคล้ายตกอยู่ภายใต้อำนาจบางอย่างของเธอ อำนาจที่ผมไม่อาจขัดขืนได้ แขนขาผมตอนนั้นอ่อนระโหย ใกล้จะหมดแรงต่อสู้ แต่แล้วผมก็รวบรวมพลังโถมร่างดีดตัวเป็นครั้งสุดท้าย ไม่รู้อวัยวะส่วนไหนของผมกระเด้งไปถูกไอ้นัท แต่มันคงหมั่นไส้เต็มที่ก็เลยยกเท้ายันหน้าอกผมจนกระเด็นตกเตียง ทันทีที่ฝ่าเท้าอันทรงคุณค่าของมันแตะ โครม! เข้าที่หน้าอก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองผุดทะลึ่งขึ้นจากน้ำ กลับฟื้นคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง “เป็นเชี่ยอะไรของมึง นอนกระตุกซะเกือบชกผ่าหมากกูละนะมึง” เสียงไอ้นัทตะโกนใส่ผม ผมตั้งสติแล้วรีบลุกขึ้นมานั่งบนเตียง เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นมาเต็มตัวไปหมด ผมรีบกวาดสายตาไปรอบๆห้อง เห็นนาฬิกาพรายน้ำบนหัวเตียงบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว ไอ้นัทมันปิดไฟมืดหมด เปิดแต่โทรทัศน์ทิ้งไว้ แต่ตอนที่ผมกอดรัดกับเธอคนนั้น ผมจำได้ว่าไฟยังเปิดสว่างโล่อยู่เลย “ไอ้นัท กูฝันแปลกๆว่ะ” แน่ละ เพื่อนผมมันหัวเราะ ถึงผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง มันก็ยังยิ้มร่าแล้วบอกว่า “รีบกลับไปนอนเถอะน่า ฝันดีแล้วมึง ฝันอีกทีก็ฟัดให้น่วมเลยละกัน” นั่นละ ผมจึงล้มตัวนอนอีก คราวนี้ผมรู้ตัวชัดเจนทีเดียว มั่นใจว่ายังไม่ทันหลับแน่นอน และท่ามกลางไฟนีออนสว่างจ้าใต้ม่านหนังตา ผมก็เห็นชายผ้าสีขาวบางซึ่งผมจำได้ดีว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุดคลุมของเธอปลิวไสวอยู่เบื้องหน้า ในใจรู้ดีว่าเธอยังอยู่แถวนี้ เปลือกตาของผมกระตุกเปิดขึ้นและไม่เห็นอะไรนอกจากแสงไฟทีวีส่องสว่างท่ามกลางความมืด เพื่อนผมนอนดูละครอยู่ข้างๆ นั่นทำให้ผมฮึกเหิมขึ้นมาหน่อย เอาวะ ดีๆชั่วๆไอ้นัทมันก็คงถีบให้ตื่นขึ้นมาได้อีก ผมนอนตะแคงซ้ายสองแขนกอดอกซึ่งเป็นประจำของผม แต่พอปิดตาลง ผมกลับอยู่ในท่านอนหงาย มือแนบข้างลำตัว แสงไฟนีออนสว่างจ้า ขณะที่เธอลอยอยู่เหนือตัวผม เรือนร่างเธอเหยียดยาวขนานกับเตียง เห็นได้ชัดถนัดตาถึงเอวองค์อ้อนแอ้นกับเส้นผมยาวเป็นมันเลื่อมพราย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงมองไม่เห็นหน้าเธอ ‘ลองดูสักตั้งก็ได้วะ ฝันไปเองหรือผี เอาให้มันรู้กันไป’ ผมคิด ยังไม่ทันจะคิดเสร็จดี ร่างเธอก็ทิ้งดิ่งลงมาสู่ตัวผม แทรกซึมและจมลึกลงไปในกายหยาบ... คุณเคยขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาไหม ตอนที่ขึ้นถึงจุดที่สูงที่สุดแล้วร่างคุณก็ถูกทิ้งลงมาจากความสูงหลายสิบเมตร นั่นละคือความรู้สึกของผม ทันทีที่เธอดำดิ่งสู่ภายในร่างกายผม ผมรู้สึกเหมือนกับมีใครจับผมเหวี่ยงลงไปในเหวลึก ลึกเสียจนหาก้นเหวไม่เจอ ครู่หนึ่งที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป คล้ายเธอกำลังควบคุมร่างผม ผมไม่สามารถขยับแม้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายได้ ความกลัวแลบแล่นเข้ามาในอก เนื้อตัวสั่นเทาหวาดผวา เส้นผมคล้ายลุกชันขึ้นทั้งศีรษะ ‘พอ! พอแล้วโว้ย! ไม่เอาแล้ว!’ ผมกรีดร้องอยู่ในมโนนึก รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีพุ่งพรวดขึ้นสู่ความเป็นจริง “เฮ้ย! เปิดไฟเว้ย เปิดไฟ” ผมร้องโวยวายในทันทีที่ดิ้นหลุดจากนิมิตประหลาด ไอ้นัทมันตะเกียกตะกายกดสวิตซ์ไฟ ส่วนผมเผ่นแผล็วไปหยิบพระมาแขวนคอ และทันใดนั้นเองเสียงหมาก็หอนหวีดหวิวขึ้น พวกหนึ่งหอนหน้าหอแล้วอีกพวกก็หอนรับและรับกันไปเรื่อยๆ ด้วยเสียงโหยหวนราวกับพวกมันได้พบเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด “กูเกือบไปแล้ววะ ไอ้นัท” ผมพูดปากคอสั่น “เกือบอะไรของมึงวะ” ไอ้นัทพูดพลางยกมือลูบขนแขนที่ตั้งชันเพราะเสียงหมาหอนเมื่อกี้ ผมจึงทรุดตัวลงนั่งกับเตียงและเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดไปสดๆร้อนๆให้เพื่อนฟัง ไอ้นัทหน้าเสีย ยิ่งผมเล่ามากขึ้นเท่าไหร่สีหน้าที่เจื่อนอยู่แล้วของมันก็ยิ่งเจื่อนขึ้นอีก พอเล่าจบหน้ามันก็ซีดเป็นไก่ต้ม เราต่างคนต่างรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของใครสักคน แต่เพื่อนผมก็ยังอุตส่าห์ปลอบใจว่า “มึงแค่ฝันไปมั้ง กินมากฝันมากนะ” ถึงกระนั้นเราก็เปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน คืนนั้นผมเห็นได้ชัดว่าเพื่อนรักของผมมันกลัวมาก แต่มันก็กลัวแป๊บเดียว อีก 3-4 ชั่วโมงต่อมาไอ้นัทมันก็นอนกรนหอแทบแตก ส่วนผมได้แต่นอนลืมตาโพลง จนกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าและผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว จึงได้ผล็อยหลับไป ความจำสุดท้ายของผมคือนาฬิกาบอกเวลา 8.00 น. สติสัมปชัญญะของผมกลับมาอีกครั้งเอาตอนสายโด่ง ไอ้นัทไม่อยู่ในห้อง มันคงไปเรียนวิชาเช้าซึ่งนั่นดีมากเพราะผมจะได้ขอดูเล็คเชอร์ นาฬิกาที่หัวเตียงบอกเวลา 10.00 น. ถึงจะหลับเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ผมก็รู้สึกดีโคตรๆ มันเหมือนกับว่าผมได้ผ่านเรื่องร้ายเมื่อคืนไปแล้ว มันจบแล้วและจะไม่กลับมาเกิดขึ้นกับผมอีก ผมจึงลุกขึ้นจากที่นอนอย่างกระปรี้กระเปร่าก่อนจะหยิบไม้กวาดมากวาดพื้นห้องตามปกติวิสัยหนุ่มรักสะอาด กวาดไปก็คิดถึงเรื่องเมื่อคืนไป นึกๆแล้วก็ขำตัวเอง คิดได้ไง ผีมาอ่อย? แถมกลัวกันซะด้วยนะ แหมๆ ความจริงเธอก็สวยซะขนาดนั้น ทำมากลัวกัน ไม่ฮาทนไหวเหรอ สงสัยหมู่นี้ไอ้คนฝันมันจะไม่ค่อยได้เสียเหงื่อกับกีฬากลางแจ้ง จิตใจเลยพะวักพะวงอยากจะเสียเหงื่อกับกีฬาในร่มแทน ผมกวาดฝุ่นผงจากทั่วห้องมารวมไว้หน้าห้องน้ำรอโกยใส่ที่ตักผงอย่างสบายใจ ความจริงผมยิ้มเยาะตัวเองด้วยซ้ำ แต่แล้วผมก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป เพราะท่ามกลางกองฝุ่นผงนั้นมีสิ่งหนึ่งนอนกองรวมอยู่ด้วย พวกมันคือเส้นผมสีดำสนิทเหมือนแพรไหมสะท้อนประกายมันวาว ผมค่อยๆหยิบมันขึ้นมาวางเหยียดยาวไว้บนเตียงทีละเส้น ละเส้น จนในที่สุดก็ได้กระจุกผมยาวศอกเศษ...นี่มัน...ผมผู้หญิงชัดๆ คงไม่มีผู้ชายที่ไหนบ้าไว้ผมยาวเกินศอกแถมยังดำขลับนุ่มนิ่มขนาดนี้ ใจผมเหมือนตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม จะว่าเส้นผมนี้เป็นของคนเช่าคนก่อนก็คงไม่ใช่ เพราะผมกวาดห้องแทบทุกวันตลอด 3 วันที่ผ่านมา แม้แต่ขี้ไคลของคนเช่าคนเก่าก็คงจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว จะว่าเป็นผมแฟน แฟนผมก็โกรกหัวเสียน้ำตาลแดงทำไฮไลท์แถมยังผมเส้นเล็กแห้งแตกปลายอีกต่างหาก หรือไม่บางที...ไอ้นัทมันอาจจะเอาสาวผมสวยที่ไหนมานอนก็ได้ คงต้องรอถามตอนมันกลับมาแล้วละ พอเริ่มหายใจทั่วท้องเพราะหาข้ออ้างได้ว่าไอ้นัทอาจเป็นคนพาสาวมานอน ผมจึงลุกไปอาบน้ำ หยาดน้ำเย็นๆจากฝักบัวสัมผัสตัวอุ่นระอุ ชำระล้างเหงื่อไคลและเหมือนจะชำระความกังวลให้ไหลออกไปด้วย พออาบน้ำเสร็จผมก็หยิบกางเกงในตัวที่ใส่เมื่อคืนมาซัก แล้วก็จะเอาไปตาก ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าก่อนว่าในห้องน้ำ เราเอาเชือกไนลอนมาขึงฝาผนังเพื่อใช้เป็นที่ตากกางเกงใน พอผมอาบน้ำเสร็จก็เอาไปตาก แล้วหยิบตัวที่อยู่บนราวมาใส่ แบบนี้ทุกครั้งไป และชั้นในที่ตากอยู่นั้น เราก็ตากปนกัน ของผมบ้างของมันบ้าง แต่วันนั้น...เกิดเรื่องประหลาด...นั่นคือ... กางเกงในของผมทุกตัวขาดวิ่น! ในขณะที่ของไอ้นัทยังอยู่ดีไม่มีร่องรอยอะไร ถ้านี่ยังไม่สยองพอ ผมขออธิบายลักษณะที่มันขาดสักหน่อย อย่างที่เรารู้กันว่าถ้าเป็นมีด คัตเตอร์ กรรไกร หรือของมีคม มันก็คงจะเป็นริ้วเหมือนโดนบาด แต่นี่ไม่ใช่ มันเป็นรอยโค้งๆ คล้ายมีคนจิกเล็บลงไปและลากเป็นทางยาว พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ‘รอยข่วน’ นี่แหละ ใช่ครับชั้นในผมโดนข่วนจนขาดเป็นทางยาวรอบตัวไปหมด แถมยังเป็นอย่างนี้หมดทุกตัวที่ตากไว้ มีแต่ไอ้ตัวที่ผมใส่นอนเมื่อคืนนี่ละที่ไม่โดน แต่สิ่งที่ทำให้ผมฉงนคือกางเกงในไนลอนมันเหนียวจะตาย เล็บใครที่ไหนจะข่วนจนขาดขนาดนั้นได้ ผมได้แต่หยิบเกงในที่ขาดมาวางไว้บนเตียง ข้างๆเส้นผม และนั่งรอให้ไอ้นัทกลับมา ระหว่างนั้นผมยอมรับว่าไม่เป็นอันทำอะไรเลย ในใจได้แต่คิดกลับไปกลับมา ใครมันทำวะ? ถ้าเป็นผู้ไม่มีร่างกายเป็นคนทำ แล้วผู้ไม่มีร่างกายนี่มีเส้นผมได้ยังไง แต่ถ้ามนุษย์เป็นคนทำ ลองคิดดูว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหนที่อยู่ดีๆใครก็ไม่รู้เข้ามาในห้องของผมซึ่งติดมุ้งลวดเหล็กดัดแน่นหนาและข่วนกางเกงในจนขาดโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย ผมได้แต่คิด คิด และคิด ระหว่างนั้นจิตใจมันเหมือนคอยผวากับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไปหมด แม้แต่เสียงใบไม้ไหวก็ทำให้ผมกลัวจนลุกชัน ในที่สุดไอ้นัทมันก็กลับมา ทันที่ที่เห็นหน้าเพื่อน ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบยิงคำถามใส่มันว่า “มึงเอาหญิงมานอนห้องรึเปล่าวะ” แทนคำตอบเพื่อนผมส่ายหน้าช้าๆ ผมจึงชี้มือไปที่เตียงให้มันดูสิ่งที่อยู่บนนั้นด้วยตาตัวเอง ไอ้นัทมองเส้นผมดำขลับยาวศอกเศษด้วยสายตาเบิกโพลงราวกับกำลังดูหนังสยองขวัญ แล้วเบนสายตามาทางกางเกงในที่โดนข่วนจนขาดยับ “มึงเอาแฟนมานอนรึเปล่าวะ” มันปล่อยให้คำพูดหลุดออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก “ถ้ากูพามากูคงไม่ถามมึงหรอก” ได้ยินผมพูดอย่างนั้น ไอ้นัทก็หน้าเสีย มันกลืนน้ำลายลงคือเสียอึกใหญ่ก่อนจะใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งคีบกางเกงในที่เต็มไปด้วยรอยเล็บจิกจนขาดวิ่นทั้งตัวขึ้นดู จากนั้นเราสองคนก็หันมาสบตากันและกัน พร้อมปล่อยคำพูดออกมาแทบเป็นเสียงเดียว “แล้วใครมันทำวะ” อย่างที่ผมบอกไว้ตอนต้นว่าผมจำเป็นจะต้องดัดแปลงตอนจบ เพราะถ้าจะเอาให้จริง 100% คงต้องไปจบที่ผมกับไอ้นัทเผ่นกลับไปนอนบ้านใครบ้านมัน เช้ามาก็รีบไปหาเช่าหอใหม่ทันที แต่ในฐานะเรื่องสั้น ผมอยากจบตรงประโยคที่ว่า “แล้วใครมันทำวะ” ...แล้วคุณละ คิดว่าผู้ที่ทำเป็นใครหรืออะไร?
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2012 เวลา 14:46 น. |











